วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

จดหมายจาก ครูมนัสวรรณ โรงเรียนโป่งเชือกศึกษาสถาน สพป.กส. 1

วันที่ 5 สิงหาคม 2556 ทีมขับเคลื่อน PLC อีสาน ร่วมกัน สพป.กาฬสินธุ์ เขต 1 จัดเวที PLC ที่หอประชุมของเทศบาลเมือง จ.กาฬสินธุ์

คุณครูมนัสวรรณ จากโรงเรียนโป่งเชือกศึกษาสถาน (ตำบลนามะเขือ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์) ได้มอบ "จดหมาย" (เหมือจดหมายน้อย แต่ไม่น้อยเลยทำเครื่องหมายคำเฉพาะไว้ดีกว่าครับ) ที่ท่านเขียนบนกระดาษ A4 2 แผ่น 4 หน้า (ท่านเขียนเต็มหน้าหลัง) ให้ผม  ผมขออภัยท่านที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้ได้นำเสนอ Best Practice (BP) ครบทุกระดับชั้น และได้รับปากท่านว่าจะได้นำ "จดหมาย" ของท่านมาแลกเปลี่ยนให้เพื่อนๆ ครูได้เรียนรู้ร่วมกัน ....  ผมอ่านแล้วน่าสนใจยิ่งจริงครับ....

เรียน ท่านวิทยากร ท่าน ดร.ฤทธิไกร ท่านรองเขตฯ ท่่าน ผอ. ท่านคณะครู

วันนี้ดิฉัน นางมนัสวรรณ ผาฯ ครูโรงเรียนโป่งเชือกฯ ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนมาพูด เกี่ยวกับเทคนิคการสอน ว่ามีวิธีการสอนอย่างไร ดิฉันอยากนำเรียนให้ทุกท่านในที่นี้ได้ฟัง ดังนี้ค่ะ

ดิฉันได้ทดลองใช้วิธีการสอนหลายวิธี วิธีที่ประทับใจที่สุดคือ การคการสอนแบบ Teacher Model  ซึ่งเป็นเทคนิคการสอนที่ดิฉันคิดค้นขึ้นเอง และนำไปใช้เป็นเวลา 9 ปีแล้ว โดยสลับกับวิธีการสอนแบบอื่นๆ บ้าง ตามแต่โอกาส ดิฉันได้ทำวิจัยการสอนแบบ Teacher Model เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปี 2547 โดยใช้กับเด็ก ป.1 ในกลุ่มสาระภาษาไทย ผลปรากฎว่าเทอมที่ 2 นักเรียนอ่านหนังสือพิมพ์ได้ (อ่านข่าว, บันเทิง) 20 คน อีก 2 คนอ่านได้นิดหนึ่ง  อ่านหนังสือเรียนชั้น ป.5-ป.6 ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้ดิฉันพอใจมาก สามารถตั้งโจทย์คณิตศาสตร์ได้ แต่งประโยคเองได้ เขียนตามคำบอกได้ ทำสมุดเล่มเล็กได้ โดยการถอดบทเรียน คือ ย่อ และแต่งเรื่องได้ โดยมีคำและความหมายจากตัวอักษร TEACHER ดังนี้ 

T : Talk แปลว่า พูดคุย หรือทบทวน เป็นการนำสู่บทเรียน อาจทบทวนเนื้อหาเดิม เพื่อเสริมความรู้ใหม่ อาจจะบอกด้วยนิทาน เพลง หรือเกมก็ได้ เป็นการเชื่อมโยงบทเรียนเดิม-ใหม่ ผ่อนคลาย ก่อนเรียน

E : Example คือการสาธิต อาจเป็นรูปภาพ, ตัวอย่าง, การทำให้ดู เช่น การทำน้ำผลไม้ปั่น, โดยครูจะใช้คำถามกับนักเรียนว่า จะทำอะไรก่อนหลังดีถ้าเราจะทำเรื่องนี้ เราจะถามว่าเคยเห็นไหม เขาทำอย่างไร (กระตุ้นให้คิดให้ทำ) นักเรียนก็จะบอกว่า ทำอย่างนั้นซิครับ ครูก็จะบอกว่า ถ้างั้นลองทำให้ครูดูซิ เธอเห็นที่ไหนบ้าง เขาจะตอบว่า เห็นในโทรทัศน์ หนังสือ ถ้านักเรียนทำได้เขาก็จะภูมิใจ ครูก็คอยเสริมด้วยคำถาม ชม ช่วย เชียร์ ดู 

A : Action คือการแสดงออก โดยให้นักเรียนคิดเอง ทำเอง (หลังจากดูจากการสาธิตของเพื่อน) ออกแบบเรียนเอง อยากเรียนแบบไหนในห้องเรียน นอกห้องเรียน  ซึ่งส่วนมากจะชอบเรียนนอกห้องเรียน โดยการลงมือช่วยกันทำงาน เป็นกลุ่ม โดยให้คิดกิจกรรมนอกกรอบ ไม่ต้องทำตามครู นักเรียนอยากทำอะไรทำเลย ขอให้มีชิ้นงานให้ครู โดยให้เวลาประชุมปรึกษาหารือของครู แล้วเขียนเป็นมายด์แมปส่งครู ... และบันทึกให้ทำเป็นโครงงานนำมาเสนอหน้าชั้นเรียน  หรือนำเสนอใต้ร่มไม้ สนามหญ้า ห้องสมุด ห้องวิทย์ ได้หมด 

แต่ก่อนสอน ป.1 ตอนนี้ดิฉันสอน ม.1- ม.3  นักเรียนไม่ค่อยกล้าแสดงออกเรื่องวิทยากรเท่าใดนัก เวลาให้นำเสนอ จะไม่กล้าพูด อาย ถ้าให้พูดทีละคนเมื่อเป็นตัวแทนกลุ่ม  เทคนิคของดิฉัน ก็เลย ทีแรก ให้ออกไปนำเสนอผลงงานหน้าชั้นทั้ง 5-6 คน ในกลุ่ม คือให้ช่วยกัน เขาจะกล้า และต่อมาก็ลดลงเหลือ 3 คน และเหลือ 1 คน นักเรียนจะมีความสุขที่ได้แสดงออกหน้าชั้น เขาสามารถตอบข้อซักถามของเพื่อนๆ และครูได้ เขาจะภูมิใจ หรืองานการอาชีพ เขาจะแน่นมากกับความคิดนอกกรอบ ดิฉันจะบอกว่า ตอบได้เลย ไม่ผิด ทุกอย่างที่นักเรียนตอบคือคำตอบที่ถูก ถูกทั้งหมด (แม้จะตอบผิด ดิฉันจะพยายามโยงคำตอบที่ผิดไปให้สัมพันธ์กันกับคำตอบที่ถูก) และบอกให้เขารู้ว่ามีส่วนถูกนะคะ เด็กจะดีใจ ภูมิใจ และอยากตอบคำถาม อยาก Action อีกบ่อยๆ เด็กมีกำลังใจ 

C : Check คือตรวจเช็คผลงานของนักเรียน โดยให้นักเรียนเช็คเองว่า โอเคไหม เช่น การทำอาหาร ไม่อร่อยก็ต้องบอกว่าอร่อยนะ (บอกให้อร่อยไว้ก่อนจะชอบ) แต่ถ้าเติมนั่นเติมนี่ลงไปนิดหนึ่งจะอร่อยกว่านี้อีกเป็นร้อยเท่าพันเท่าเลย เราจะไม่บอกเค็มหรือเผ็ด เราไม่บอกตรงๆ เด็กจะกระตือรือร้น ชิม ช่วย ชม เชียร์ แนะนำให้กำลังใจ ถ้าเกี่ยวกับการทำนาข้าวกล้อง เราทำมาแล้ว 4 ปี แล้วปีนี้ลองหว่านดู เพราะดิฉันจะทำวิจัยในเรื่องผลต่างระหว่างการดำและการหว่านนาข้าวกล้อง อันไหนจะให้ผลผลิตมากกว่ากัน เพื่อนำมาเปรียบเทียบ เวลาเกี่ยวจะเชิญไปลงแขกเกี่ยวข้าว...

H : How แปลว่า ได้มาอย่างไร เป็นคำถามที่ครูถามนักเรียน นักเรียนได้แรงบันดาลใจจากอะไร จึงคิดโครงงานนั้นขึ้นมา บางคนบอกว่าได้จากอินเตอร์เน็ต google youtube  บางคนบอกจากการทดลอง จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น โครงงานเรื่องการทำน้ำแครอทเป็น 3 รส ทำไมไม่ทำ 2 รส หรือรสเดียว ทำไมจึงทำ... ทำเพื่ออะไร ถามให้เขาคิดและตอบ และจะต่อยอดความคิดนี้อย่างไร นักเรียนบอกว่าจะทำน้ำเข้ากล้องผสมน้ำผลไม้ ผัก และโยเกริต์ข้าวกล้อง ซึ่งนักเรียนกำลังคิดค้นสูตรอยู่ ต่อไปจะได้ชิมโยเกิร์ตข้าวกล้อง...

E : Exhibition คือการจัดนิทรรศการแสดงผลงานของนักเรียน เช่น การนำเสนอผลงานในระดับห้อง ติดภาพ หรือของจริงไว้บนโต๊ะ ในตู้ หรือร้านค้าในชุมชน ตามศูนย์ OTOP ร้านสหกรณ์ต่างๆ แสดงผลงานระดับอำเภอ จังหวัด หรือระดับประเทศ เราทำมาหมด ขึ้นอินเตอร์เน็ตนำเสนอผลงานไปทั่วโลก เช่น ขึ้น  Gotoknow (สามารถค้นโดยใช้คำสำคัญ "gotoknow มนัสวรรณ") จะเห็นผลงานของโรงเรียนโป่งเชือกฯ ทุกอย่าง เราสอนอะไร เราทำอะไร เราขึ้น gotoknow หมด เพื่อให้คนได้เข้าไปศึกษาค้นคว้า และเป็นการแสดง Exsibition ของเรา  บางทีเราก็ทำเป็นแฟ้มงาน ให้นักเรียนถือไปให้ผู้ปกครองชมและให้คะแนน ซึ่งเป็นการเชื่อมกัน ช่วยกันสอนระหว่างผู้ปกครองกับครูหรือระหว่างครูกับภูมิปัญญาท้องถิ่น 

R : Reward คือการย้อนกลับ ทบทวน กิจกรรมต่างๆ ที่เราทำผ่านมานั้น สมควรพัฒนาปรับปรุงตรงไหน และสามารถนำไปขยายผลต่อน้องๆ นักเรียนหรือชุมชน หรือผู้ที่สนใจทั้งนอกและในองค์กรอย่างไร แล้วให้นักเรียนสรุปบทเรียนที่ผ่านมา โดยการถอดบทเรียนที่เรียนมา ให้เป็นเปเปอร์ ให้เขียนอะไรก็ได้ที่จำได้ในบทเรียนนั้นๆ ไม่ต้องมีหลักเกณฑ์ในการเขียน ให้เหมือนเขียนเรียงความ เพราะเราบูรณาการกับวิชาภาษาไทย  ถามว่านักเรียนประทับใจอะไรบ้าง เช่น กิจกรรม บทเรียน ความรู้ที่ได้ เพื่อร่วมงาน คุณครูสอนที่ไหม ควรปรับปรุงอย่างไร (ครูต้องเปิดใจให้กว้าง รับฟัง) และนักเรียนจะพัฒนาต่อยอดอย่างไร  แล้วให้นักเรียนทำเป็นสมุดเล่มเล็ก หรือเล่มใหญ่ก็ได้แล้วแต่ความถนัดหรือความชอบ ให้วาดรูปประกอบเป็นการฝึกศิลปะการวาดภาพ หรือการหาภาพมาปะติดปะต่อ หรือหาภาพมาติดกันเพื่อทำเป็นแฟ้มภาพก็ได้ 

โรงเรียนของเรา ได้รับคัดเลือกจากที่ทำการปกครอง อ.สหัสขันธ์ โดยท่านนายอำเภอ ให้เป็นโรงเรียนขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ให้จัดทำโครงการฟาร์มตัวอย่างเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการศึกษาและถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน ตามแนวพระราชดำริ งบประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้กำลังดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการใหญ่ ทั้งหมด 16 กิจกรรม  เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่แล้ว 12 กิจกรรม ได้แก่ ปลูกหวาย สวนกล้วยน้ำหว้า เลี้ยงไผ่ตง ทำนาข้าวกล้องปลอดสาร ผลิตภัณฑ์จากข้าวกล้อง ออกวันละบาท สวดมนต์าวทุกวันศุกร์ เลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน เลี้ยงปลาในนาข้าว ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ปลูกพืชผักสมุนไพร สวนพฤกษาศาสตร์ และกิจกรรมเพิ่มเติมอีก  4 กิจกรรม ได้แก่ เลี้ยงกบ ปลูกผักหวานบ้าน เพาะชำกล้าไม้ และกิจกรรมส่งน้องถึงฝั่ง คือการให้ทุนนักเรียน เรียนต่อจนถึง ป.ตรี โดยนำเอาผลผลิตที่ได้จากการเกษตรพอเพียง เก็บไว้เป็นกองกลาง  ส่งนักเรียนให้เรียนต่อจนจบทุนละ 3 พันบาท เมื่อจบแล้วต้องกลับมาพัฒนาภูมิลำเนา เป็นทุนให้เปล่า... อันนี้คือความฝันของโรงเรียน 

โรงเรียนเราเป็นโรงเรียนขยายโอกาส นักเรียนที่เหลือจากการคัดเลือกจากโรงเรียนอื่นๆ (ลอดเข่ง) จะมาอยู่กับเรา แต่นักเรียนทุกคนมีศักยภาพในตัวสูงมากด้านทักษะชีวิต ถ้าดูดีๆ เขาคือเพชรที่อยู่ในตม ที่ต้องการการเจียรนัย  นายช่างเพชรก็มีอยู่แล้วคือครู ร้านเจียรนัยเพชรก็คือโรงเรียน บางทีเพชรในตมอย่างนักเรียนขยายโอกาสนั่นแหละ อาจจะมีค่างามเด่นแวววาว และส่องประกายเจิดจรัส นำแสงสว่างกลับมาพัฒนาชนบท บ้านเกิด หรือประเทศชาติ ต่อไป ..... 

สวัสดีค่ะ


ข้อคิดเห็นสำหรับจดหมายของครูมนัสวรรณ จากโรงเรียนโป่งเชือกศึกษาสถาน

ผมพิมพ์ข้อความในจดหมายเอง เพื่อทำความเข้าใจทีละบรรทัด และสังเกตสิ่งที่อยู่ "ระหว่างบรรทัด" ที่ท่านไม่ได้เขียน เมื่อมาถึงคำลงท้าย ผมก็ "จับ" ได้ไม่น้อยทีเดียวครับ ลองฟังดู 

  • ผมเห็นความมั่นใจในตนเอง ความภูมิใจในตนเอง และความสุขจากการบอกเล่าประสบการณ์ของตนเองของครูมนัสวรรณ อย่างชัดเจนมากครับ 
  • แม้ท่านจะใช้ "ภาษาพูด" มาเขียน "จดหมาย" แต่ถ้าผู้อ่าน "อ่าน" ให้เหมือน "ฟัง" ท่านก็จะสัมผัสถึง "พลัง" จากข้อความเห็นแรกได้ครับ 
  • ผมคิดว่าลักษณะเด่นของการสอนของครูมนัสวรรณคือ การกระตุ้นด้วยคำถาม เหมือนครูเป็นคนพาถอดบทเรียน 
  • ผมคิดว่า การสร้างทฤษฎีมาเป็น TEACHER Model คือ Talk, Example, Action, Check, How, Exhibition, และ Reward  ของคือมนัสวรรณ เป็นแบบ "คำพาไป" คือเอาคำที่อยากได้ตั้ง แล้วคิดหาคำที่มีอักษรที่ต้องการที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ทำมาเทียบเคียง  ไม่ได้เกิดจากการ "ตกผลึก" คือแปลง ปฏิบัติ->ทฤษฎีจริงๆ  สังเกตคำว่า Reward ซึ่งควรแปลว่า รางวัล กำไร คำชม ฯลฯ  ท่านแปลว่า ย้อนกลับ ทบทวนตนเอง ซึ่งควรใช้คำว่า Feedback หรือ Reflection มากกว่า.... ผมเสนอให้ท่านเปลี่ยนเป็น Reflection ดีกว่า 
  • ผมคิดว่าโครงงานที่เด็กๆ ทำ เป็นโครงงานฝึกทักษะเฉพาะ เป็นโครงงานแบบ "ลองทำตาม" หรือ "ทำตามครู" อย่างไรก็ตามเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการพัฒนาสู่การทำโครงงานที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ เช่น โครงงานบนฐานชีวิตที่ต้องใช้เวลาในการศึกษาเรียนรู้นาน
  • ผมมองว่าโครงงานบูรณาการที่ทำอยู่เป็น โครงงานของครู ยังไม่ใช่โครงงานของนักเรียน  ผมตีความจากที่ครูมนัสวรรณบอกว่า.... เทอมนี้ทำนาแบบหว่านเพื่อที่จะเปรียบเทียบกับแบบปักดำที่ทำปีที่แล้ว (ดูที่นี่).... ถ้าเป็นโครงงานที่เปิดอิสระให้นักเรียนคิดทำนำเสนอ หัวเรื่องหรือตัวเแปรเกี่ยวกับการทำนาน่าจะหลากหลายกว่าที่จะเป็นหว่านหรือดำทั้งหมดในปีเดียว....
  • จิตวิทยาเชิงบวกหลายอย่างที่ครูมนัสวรรณยกตัวอย่างดีมาก เช่น การชม เชียร์ ช่วย ฯลฯ แต่การชม เชียร์ ที่ไม่ตรงความจริง อาจทำให้นักเรียนขาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของตน  ความจริงมนุษย์เรียนรู้จากสิ่งที่ผิดมากกว่าการดูตัวอย่างที่ถูก ดังนั้นการใช้จิตวิทยาเชิงบวก ไม่ได้หมายความว่าชมตลอด เชียร์ตลอด แต่เป็นการกระตุ้นให้มีแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ซึ่งสำคัญคือ เรียนอยากมีสุขและสนุก ความท้าทายคือสาเหตุหนึ่งของการเรียนรู้อย่างสนุก 
  • การเปิดฟาร์มที่โรงเรียนที่มีฐานการเรียนรู้ถึง 16 ฐาน หากไม่เน้นกระบวนการที่นักเรียนได้ร่วมเรียนรู้จริงๆ จะเป็นภาระอย่างมากต่อครู แต่หาก PLC ครูเข้าใจและมีแนวทางที่ถูกต้อง จะถือเป็นจุดเด่นของโรงเรียน และจะเป็นโรงเรียนต้นเแบบได้ต่อไป... ผมขอเสนอให้ศึกษาจากคำสำคัญ "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการศึกษา" (ไม่ใช่เกษตรทฤษฎีใหม่)
  • สรุปแล้ว ผมคิดว่า หากให้กล่าวถึงครูมนัสวรรณ ผมว่าท่านเป็นครูเพื่อศิษย์แนวหน้า แต่ที่ผมคอมเมนต์ว่ามานี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการ "ก้าวฝ่าด่านกิจกรรมหรือการประดิษฐ์" ไปสู่ "การเรียนรู้เพื่อนชีวิตและการรู้จักตนเองของเด็กเรา"
สุดท้ายนี้ก็ขออนุโมทนาบุญกับ จิตกุศลที่ท่านจะให้ทุนสนับสนุนลูกหลานบ้านเรา ให้เขาภูมิใจและกลับมารับใช้ท้องถิ่นต่อไปครับ 

ขอบคุณครับ 
มีความสุขที่ได้รู้จักท่านครับ 
ฤทธิไกร

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เยี่ยมโรงเรียนบึงวิชัยสงเคราะห์ สพป.กส. 1

บ่ายวันนี้ (29 สิงหาคม 2556) ผม พี่แจ็ค (ดร.มลฤดี เทคโนฯ มมส.) และคุณเสือ ไปสมทบกับ ศน.สุริยา  ศน.สายรุ้ง และ ศน.ดร.นุชรัตน์ จาก สพป.กส. 1 เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนบึงวิชัยสงเคราะห์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์  ท่าน ผอ.ประสบ ตรีทศ อยู่ตอนรับพร้อมครูทุกคนอย่างพร้อมหน้าเทียวครับ

ทราบว่าเมื่อวานนี้ ดร.นุชรัตน์ โทรศัพท์มาบอกทางโรงเรียนว่าให้เตรียมคุณครูที่สอนดีที่สุดในโรงเรียน ไว้ตัอนรับการนิเทศการสอนในวันนี้ ผู้เป็นตัวแทนคือ คุณครูแดง (ครูสายัณ ทิพยรัตน์กุล) ครูประจำชั้น ป. 1 และ ครูสุจิตรา สุขวิชัย ครูสอนภาษาอังกฤษ ม. 3

ข้อสังเกตสำหรับห้องเรียน ป. 1 ของครูสายัณ 
  • เด็กๆ มีความมั่นใจ กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น กระตือรือร้นอาสาตอบ มีชีวิตชีวา 
  • เด็กๆ สามารถ อ่านออก เขียนได้ และคิดเลขคล่อง  
  • ครูแดงมีวิธีการสอน และจิตวิทยาหลายอย่างที่ทำให้เด็กเป็น "นักเรียนรู้" นักตอบคำถาม 
  • ผมเสนอให้ครูแดง สอนเชื่อมโยงกับชีวิตโดยนำ การสอนแบบโครงงานบูรณาการบนฐานชีวิต มาใช้สำหรับเด็กๆ  หรือ PBL มาใช้สอนเด็กๆ ครับ 
 ข้อสังเกตสำหรับห้องเรียน ชั้น ม.1 ของครูสุจิตรา
  • ครูตุ๊ก (ครูสุจิตรา) เก่งมา ทั้งการพูด ทั้งน้ำเสียง ทั้งความมั่นใจ ทุกอย่างเป็นเหมือน อาจารย์สอนมืออาชีพ ที่สอนนิสิตชั้นตรี โท เอก ที่มหาวิทยาลัย 
  • แต่ปัญหาก็คือ ท่านสอนเหมือนกับที่อาจารย์อาจารย์มหาวิทยาลัยสอนกัน คือ เน้น "Lecture" หรือบรรยาย ซึ่งเน้นการสอนทางเดียว เด็กนักเรียนมีโอกาสได้มีส่วนร่วมน้อย กระบวนการสร้างความรู้เอง หรือกระบวนการงอกความรู้ใหม่ในตัวเด็กเองอาจเกิดได้น้อย 
  • ผมแนะนำท่านว่า หากมีใครสักคนบันทึกเสียงท่านไว้ในแต่ละคาบสอน แล้วนำมาแชร์ออนไลน์ให้รักเรียนฟังซ้ำได้ก็ดี 
ข้อสังเกตอื่นๆ
  •  ท่าน ผอ.ประสบ มั่นใจและฝากความหวังไว้กับครูแดง ในการทำให้เด็กอ่านออก เขียนได้ คิดเป็นมาก 
  • ที่นี่มี รอง ผอ. ฝ่ายวิชาการ ที่เข้มแข็ง และเก่งหลายด้าน ทั้งดนตรีที่ท่านจบมา ทั้งเทคโนคอมฯ ที่ท่านจบมา ท่านพูดมีหลักการ พูดเป็น แสดงได้เบื้องต้นว่า ท่านเป็นคนคิดเป็นระบบ  
  • ที่นี่ เด่นด้านอินเตอร์เน็ตและ ไอซีที และห้องสมุดมีชีวิต  เหมาะที่จะทำ "Flip Classroom"
  • ห้องสมุดมีชีวิต มีหนังสือเยอะมาก มีห้องสมุดเสียง ที่เด็กๆ จะได้ดูหนัง ฟังเสียงสื่อต่างๆ ได้ดี เรียนได้ว่า เอื้อต่อการ ออกแบบการเรียนรู้ได้อย่างหลากหลาย 
  • ยังไม่มีการสอนแบบโครงงานบูรณาการบนฐานชีวิตหรือปัญหา หรือ PBL  
  • ผมเชียร์ให้ท่าน ผอ. ให้หันมาทำ PLC กันเรื่อง Flip Classroom กับ การสอนแบบ PBL กันอย่างจริงจัง... หวังจะเชียร์ให้เป็นต้นแบบต่อไปครับ

เยี่ยมโรงเรียนคำปลาฝาโนนชัย สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1

วันนี้ (29 สิงหาคม 2556) ผม พี่แจ็ค (ดร.มลฤดี เทคโนฯ มมส.) และคุณเสือ ไปสมทบกับ ศน.สุริยา ศน.วรายุทธ ศน.สายรุ้ง และศน.ประยูร จาก สพป.กส. 1 เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนคำปลาฝาโนนชัย ต.ขมิ้น อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

เราไปถึงโรงเรียนประมาณ 9:45 ลงรถ เจอท่าน ผอ.สุรศักดิ์ ผมเดินไปทักทายตามสมควรคารวะ แล้วบอกท่านว่า กระบวนการนิเทศของเราคราวนี้ เน้นนิเทศการสอน หรือเรียกว่า นิเทศชั้นเรียน  เราจะเยี่ยมห้องเรียนก่อน แล้วค่อยมารวมสะท้อนผลกันตอนเวลา 11:30 น. แล้วท่านก็พาเราไปห้องเรียน ชั้นอนุบาล 2  ห้องเรียน ป.1  และห้องเรียน ม.1 ก่อนจะไปรวมกันที่ห้องประชุม

ข้อสังเกตสำหรับโรงเรียนคำปลาฝาโนนชัย

ณ ห้องเรียนอนุบาล 2
  • ก่อนถึงห้องอนุบาล 2 เราเดินผ่านห้อง อนุบาล 1 นักเรียนเงียบมาก ต่างกับห้องอนุบาล 2 ที่แม้จะเงียบในตอนแรก แต่พอครูแจกอุปกรณ์ทดลอง "วิทยาศาสตร์น้อย" เรื่อง "ความลับของสีดำ" เสียงดังของเด็กอนุบาลก็ประสานกันด้วยความสนุกสมใจ เหมือนได้ของที่รอมานาน
  • ห้องอนุบาล 2 ก่อนเริ่มการสอน นักเรียนกลุ่มละ 4-5  คน นั่งหันหน้าหากัน ครูเริ่มด้วยการบอกให้ตัวแทนกลุ่มมารับอุปกรณ์ซึ่งประกอบด้วย ชามพลาสติก กรรไกร กระดาษกรอง 2 แผ่น ปากกาแบบ non permanent และ แบบ permanent อย่างละ 1 ด้าม.... (ผมเดาว่าครูต้องการที่จะสอนให้เด็กฝึกการทำงานเป็นทีม ด้วยการเลือกผู้นำผู้ตาม และฝึกให้ผู้นำรับผิดชอบหน้าที่บางอย่าง แต่ การจัดขั้นตอนกระบวนการรีบเร่งเกินไป และนักเรียน "ไม่นิ่ง" สมาธิเด็กไม่ดี และตัวกระบวนการของครูเองที่เดินไปแจกอุปกรณ์ซะเอง ทำให้กิจกรรมไม่บรรลุเท่าที่ควร) 
  • ผมถามคุณครูไสว ว่า ถ้าเราแบ่งระดับเป้าหมายของการจัดกิจกรรม "ความลับของสีดำ" ครั้งนี้ออกเป็น 3 ระดับ คือ 
    • ต้องการให้เด็กชอบ เด็กสนุก ชอบเรียนวิทยาศาสตร์ 
    • เข้าใจ เข้าใจว่าอะไรคือ "ความลับของสีดำ" 
    • นำไปใช้หรือเชื่อมโยงกับเหตุการณ์จริง เช่น ผสมสีที่ต้องการได้ ฯลฯ
      คุณครูต้องการระดับใด ท่านบอกผมประมาณว่า เด็กจะได้เจตคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ และเข้าใจด้วยว่า ทำไมสีดำกลายเป็นหลายสีได้บนกระดาษกรอง ฯลฯ
  • เห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่งว่า เด็กๆ ชอบและสนุกมาก แต่เป้าที่ 2 คงต้องปรับอีกหน่อยครับ ซึ่งได้คอมเมนต์ไปในรายละเอียดกับท่านแล้ว 
  • จากนั้นครูบอกให้เด็กๆ ช่วยกันตักน้ำจากถังที่วางไว้แล้วตั้งแต่ต้นตรงกลางโต๊ะญี่ปุ่น ลงในชามพลาสติก  (ตรงนี้ดีครับ เด็กๆ ชอบสนุก) 
  • แล้วพับกระดาษกรองแผนแรกเป็นรูปกรวย  ใช้กรรไกรตัดให้มีรูตรงกลาง  ม้วนกระดาษกรองอีกแผ่นหนึ่งเป็นรูปแท่งกลม (ตรงนี้ครูพูดว่า ม้วนเป็นมวนยาสูบของคุณตา... ไม่รู้ว่าเด็กจะพอรู้ไหม แต่สำหรับผมแล้ว ภาพมวนยาพ่อผม ผุดขึ้นในใจชัดมากครับ...ฮา) 
  • จากนั้นจุ่มลงไปในน้ำที่ตักไว้ในชามพลาสติก .... หากทำถูก จะได้ผลแบบนี้ครับ  (ขอเอารูปตอนที่เราอบรมที่ มมส. มาโชว์ นะครับ)


  •  แต่สิ่งที่ได้วันนี้ไม่ได้เป็นแบบนี้ เพราะ ครูเลือปากกาสีผิดยี่ห้อ ผิดชนิด ผมจำไม่ได้ว่าต้องใช้ยี่ห้องอะไร แต่ครูไสวกับครูรัตนา ต้องทดลองดูก่อนครับว่า จะได้ผลแบบ "ตื่นตา ตื่นใจ" เด็กๆ แบบภาพนี้ได้หรือไม่
  • ตอนท้าย ครูแจกกระดาษ A4 ให้เด็กๆ วาดรูป กระดาษกรอง.... แต่เมื่อครูเลือกสีผิด ผลก็เลยไม่ได้เห็นเป็นดังรูป แทบจะไม่มีสีอื่นๆ เลย นอกจากสีดำ สีคล้ำ ที่ครูพยายามจะบอกว่าเป็นสีฟ้า สีน้ำเงิน พอให้เด็กวาดรูป ก็เลยกลายเป็น "ดอกทานตะวัน" กันทุกคน
  • ข้อเสนอแนะสำคัญของการทดลองบ้านวิทยาศาสตร์น้อยคือ
    • ครูต้องทดลองทำดูก่อน 
    • ถ้าเป็นเด็กเล็กมาก เช่น อนุบาล  ไม่ถึงระดับ 2 ก็ไม่เป็นไร แต่ต้องทำให้ "ทึ่ง ตื่นตา ตื่นใจ สงสัย อยากรู้" 
    • ถ้าเป็นเด็กประถม ต้องไปให้ถึง ระดับที่ 2  เด็กควรได้คำตอบด้วยตนเองว่า "ความลับของสีดำ" คือ  ความจริงสีดำอาจเกิดจากการผสมหลายๆ สีเข้าด้วยกัน 
ณ ห้องเรียน ชั้น ป. 1
  • คุณครูสำราญ ได้รับคำชมจาก ผอ. สุรศักดิ์ ว่า ดูแลเด็กดีมาก เอาใจใส่เด็กดีมาก ... 
  • ผลจากการลองคุยและตั้งคำถามกับเด็กๆ  พบว่า เด็กๆ ป.1 บวกเลขได้ และหลายคนเก่งถึงขั้นคล่อง 
  • แต่ครูสำราญ ท่านไม่ได้สอนให้เราได้นิเทศ ท่านใช้ทีวีช่อง DLTV  ให้เด็กเรียนทางไกล  เหตุผลน่าจะเป็นไปได้ว่า ท่านยังไม่มั่นใจในตนเองในวิธีการสอนของตน หรือไม่ ก็เป็นเพราะท่านยังไม่เปิดใจให้กับทีมผมและเป็นบุคลิกส่วนตน  ตอนหลังเมื่อมาถามท่านที่ประชุม จึงได้รู้ว่า เป็นไปตามเหตุอันหลัง ท่านพูดใหัฟังสั้นๆ ว่า "ทำอย่างไรก็ได้ ให้เด็กอ่านออก เขียนได้ คิดเป็น"  ผมคิดว่าเป็นคำพูดที่ออกมาจากการตกผลึก จากความมั่นใจ มั่นคง  ...ท่านเป็นครูเพื่อศิษย์ครับ 
  • อย่างไรก็ตาม เด็กๆ ก็ยังคงเรียนคณิตศาสตร์แบบที่ผมเรียกว่า "ท่องวิธี" "จำวิธี" แล้ว "ทำโจทย์"  ยังไม่ใช่การเรียนคณิตศาสตร์เพื่อ "พัฒนาการคิด"  
  • ผมเสนอแนะท่านว่า หากมีอาจารย์หนุ่มๆ สาวๆ ลองค้นหาเกมส์คณิตศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์นอกกะลา มาทดลองสอน เด็กๆ จะไปได้ถึงขึ้น คิดและอธิบายวิธีคิดได้แน่
ณ ห้องเรียน ชั้น ม.1
  • คุณหญิงท่าน ผอ.สุรศักดิ์ คุณครูวิไลลักษณ์ ท่านก็เปิดทีวี DLTV เช่นกันครับ  แต่น่าสนใจตรงที่ท่านมองแบบกระบวนการได้ คือ ท่านบอกว่า กำลังให้นักเรียนฝึก "ถอดความ" หรือ "ย่อความ" หรือ "ฝึกจดบันทึก" จากการเรื่องที่ได้ฟังในทีวี.... แสดงว่าท่านไม่ได้เน้นเนื้อหาในทีวี แต่เน้นฝึกวิธีการเรียนรู้ของเด็กๆ 
  • ผมเสนอท่านว่า วิธีการสอนที่ต้นทางของ DLTV ขณะนั้น เป็นการสอนแบบเก่า อาจารย์ผู้สอนอยู่ทางโน้นควรเปลี่ยนวิธีได้แล้ว 
  • ผมคุยกับท่าน ศน.ประยูร ที่เป็น "ปราชญ์" ด้านแต่งกลอน ที่ "หาตัวจับยาก" ในเขตพื้นที่อีสานนี้...(จริงๆครับ)  พบว่าท่านมีกลอนหนึ่งเกี่ยวกับแนวคิดและแนวทางในการพัฒนาชุมชนของท่าน  ...ผมคว้าโอกาสทันที เชิญให้ท่านได้คุยกับเด็กๆ และได้อ่านกลอน แล้วให้เด็กๆ ทุกคนฝึก "ถอดความ" 
  • พบว่า เด็กๆ ไม่ค่อยกล้าแสดงออกเท่าใด หมายถึง ยังไม่มั่นใจเท่าใด  ผมเลยใชโอกาสนั้น แนะนำวิธีการ "ฝึกคิด"  3 ขั้น คือ 
    • ฝึกคิด "จับความ" คือฟังแล้วจับใจความ เขียนย่อไว้ว่า เรื่องอะไร เกี่ยวกับอะไร เกี่ยวกับใคร  ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่  เรียกรวมกันสั้นว่า "ฝึกถอดความ" 
    • ฝึกคิด "หาเหตุผล" ให้ถามกับคำถามตนเองว่า "ทำไม" ทำไมท่านประยูร ถึงได้แต่งกลอนบนนั้น ทำไมผู้เขียน ผู้แต่ง เขียนขึ้น ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น คือคิด "พิจารณาเหตุผล ความหมาย" 
    • ฝึกคิด "ประเมินค่า" ดีหรือไม่ดี ดีๆ เพราะอะไร ตรงไหนบอกว่าดี ถูกหรือผิด ตรงไหนถูกตรงไหนผิด 
โดยรวม AAR กับตนเองว่า แม้วิธีการเรียนการสอนของครูจะยังไม่เปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก แต่การบริหารจัดการของท่าน ผอ.สุรศักดิ์ นั้นดีเยี่ยมครับ ครูทุกท่านก็จัดการห้องเรียนห้องสอนได้สะอาดเรียบร้อย สมกับที่เป็นโรงเรียนแนวหน้าของเขตฯ ครับ

และที่สำคัญ ผมคิดว่าผม อาจจะเจอครูเพื่อศิษย์ BP เข้าแล้วอีกหนึ่งคน..... จะติดตามท่านต่อไปครับ


วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เยี่ยมโรงเรียนนาจำปา สพป.กส. 1

ตอนบ่ายวันนี้ (28 สิงหาคม 2556) เราอยู่ที่โรงเรียนนาจำปา ต.นาจำปา อ.ดอนจาน  มีความเห็นนำมาบันทึกกันลืม ก่อนจะนำรูปมาประกอบเป็นบันทึกการทำงานต่อไปครับ

ข้อสังเกตต่อโรงเรียนนาจำปา

  • พรุ่งนี้โรงเรียนจะพาเด็ก ป.1-ป.4 ไปทัศนศึกษาที่ภูผาเทิบ  วันนี้ตอนบ่ายจึงไม่มีการเรียนการสอน นักเรียนกำลังเล่นกีฬาตระกร้อและวอลเล่บอลล์กันอย่างสนุกสนาน โดยมี อ.วันชัย นั่งเป็นสังเกตการอยู่ 
  • ครูผู้หญิงทั้งหมดกำลังเตรียมตัว คือเตรียมป้ายชื่อ และสิ่งต่างๆ สำหรับการเดินทางพรุ่งนี้ อยู่ในห้องพักครู 
  • ครูอาคม นักศึกษาฝึกสอน กำลังสอนเด็ก ป. 1 ที่กำลังเรียนอย่างขมักเขม้น เด็กๆ กำลังเขียนตัวอักษรภาษาไทย 44 ตัว และภาษาอังกฤษ 26 ตัว ลงในสมุด แล้วนำมาให้ครูอาคมตรวจ  ครูอาคมกำลังตรวจงานของเด็กทีละคนๆ  เด็กหลายคนนอนเขียนกับพื้น บางคนนั่งก้มเขียน 
  • ผมสังเกตว่า เด็กๆ เขียนตัวหนังสือไม่สวย ไม่อยู่ในบรรทัด ไม่ถูกต้องหลายตัว.... ไม่สอดคล้องกับที่ครูปนัดดาบอกว่าท่านสนใจตรวจการบ้านของเด็กทุกคนอย่างละเอียด....
  • ครูวันชัยกับครูจิรันธนิน กลับมาทำอย่างที่ท่านได้นำเสนอไว้คราวที่ได้อบรมที่มหาสารคาม คือ กลับมาคัดกรองเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มีจำนวน 24 คน และกลุ่มที่อ่านไม่คล่องเขียนไม่คล่อง พอได้แต่ไม่พอใจจำนวน 44 คน แล้วจัดเวรครูเข้าสอนพิเศษทุกวันจันทร์และวันพุธ .... ครูจิรันธนินบอกว่า ได้ผลดี ท่านยกตัวอย่างเด็กชายคำวิสัย ที่เปลี่ยนแปลงพฤิตกรรม และผู้ปปครองก็พอใจ ....
  • ครูไม่มีการบันทึกการเรียนรู้เชิงพฤติกรรมของเด็กรายบุคคล มีการตรวจเช็คว่าเด็กมาเข้าเรียนพิเศษหรือไม่ และมีการประเมินด้วยเครื่องมือเชิงปริมาณทั่วไป .....
  • มีศูนย์บริบาลเด็กเล็กอยู่ในพื้นที่บริเวณโรงเรียน 
  • เด็กๆ กล้าคุย เราเรียกว่า "ไม่กลัวคน" แต่ไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก รวมทั้งห้องเรียน  "ครูที่พูดไม่ได้" สามารถพัฒนาได้อีก 
ข้อคอมเมนต์
  • ครูอาคมควรเน้นการสอนด้วยวิธีการทำให้เห็น "ตัวอย่างที่ดี" ด้วย เพราะเด็กๆ จะเรียนรู้ด้วยการสังเกตตัวอย่าง และซึมซับจากครู เช่น การคัดตัวบรรจงลงบนกระดาน สวยงาม อยู่ในกรอบ  และเวลาตรวจงานเด็กๆ ต้องสนใจในรายละเอียดเหล่านี้ด้วย .... เพื่อฝึกความเป็นระเบียบ สะอาด 
  • ควรเพิ่มกิจกรรมเตรียมเด็กให้ "นิ่ง" มากขึ้น หมายถึง การฝึกกิจกรรมที่จะทำให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น เพราะสังเกตจากงานของเด็ก ป. 1 (ชั้นอื่นๆ ไม่ได้นำมาพิจารณา) เด็กไม่กลัวคน กล้า แต่ดื้อ "ไม่นิ่ง" 
  • การทำ PLC ของครูวันชัยกับครูจรันธนินกับเพื่อนครู เพื่อแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก ท่านอาจารย์บอกว่าสำเร็จผลบ้างแล้ว อยากให้ทำต่อไป ... มีวิธีหนึ่งที่สำคัญและได้ผลดีคือ ใช้เด็กกลุ่มที่ 3 คือเด็กเก่ง มาช่วยสอนเด็กอ่อนด้วย จะทำให้เด็กเก่งๆ ขึ้น เด็กอ่อนดีขึ้น เกิดระบบพี่สอนน้อง เพื่อนสอนเพื่อน 
  • ที่นี่ยังไม่มีการสอนโครงงานบูรณาการ .... จึงอยากเชียร์ให้มี ผมก็อธิบายไปเยอะเหมือนๆ กับที่อธิบายให้โรงเรียนด่านใต้วิทยาฟัง
  • ที่นี่เด่นเรื่องการสอนแบบ "ครอบครัว" ครูเป็นกันเองกับเด็กๆ น่าจะเป็นจุดสำคัญที่จะพัฒนาไปสู่ รูปแบบการพัฒนาทักษะอนาคตของบริบทตนเองได้ 
สู้ๆ ครับ 

เยี่ยมโรงเรียนชุมชนโพนงามประสาทศิลป์ สพป.กส. 1

วันนี้ ผมกับคุณเสือ ศน.สุริยา ศน.สายรุ้ง และ ศน.วรายุทธ ตรีสกุล เดินทางไปเยี่ยมครูที่โรงเรียนในเขตพื้นที่ สพป.กาฬสินธุ์ เขต 1 ภายใต้โครงการพัฒนาครูแบบ Coaching และ Mentoring  2 โรงเรียนคือ โรงเรียนชุมชนโพนงามประสาทศิลป์ ต.โพนงาม อ.กมลาไสย และ โรงเรียนนาจำปา ต.นาจำปา อ.ดอนจาน  มีความเห็นนำมาบันทึกกันลืม ก่อนจะนำรูปมาประกอบเป็นบันทึกการทำงานต่อไปครับ
ข้อสังเกตต่อโรงเรียนชุมชนบ้านโพนงามประสาทศิลป์
  • โรงเรียนสะอาดเรียบร้อยมากครับ เหมือนที่ด่านใต้ฯ และบ้านแกหัวแฮดฯ เมื่อวานนี้.... ความสะอาดเรียบร้อยสำคัญและจำเป็นในการบ่มเพาะอุปนิสัยพอเพียงให้กับเด็กๆ  .... มีผูใหญ่ท่านหนึ่งเรียกสิ่งนี้ว่า  "ครูที่พูดไม่ได้"
  • คุณครูปรียาภรณ์มีความสุขในการสอนมาก ความสุขในตัวครูสำคัญมาก เพราะความสุขจะแผ่ไปยังเด็กๆ ผ่านสีหน้า ท่าทาง การพูดจา เด็กๆ จะสัมผัสสิ่งนี้ได้ .....นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ..."ครูเป็นอย่างไร เด็กจะมีแนวโน้มเป็นอย่างนั้น ในชั้นเรียนประถม"
  • ครูสุปราณี มีความคิดสร้างสรรค์ในการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนคณิตศาสตร์ โดยใช้การใช้เกมส์และการแข่งขันด้วยคะแนนมาเป็นแรงกระตุ้นให้เด็กๆ อยากเรียนคณิตศาสตร์ ถือเป็นก้าวสำคัญของการ "ขยับ" ออกมาจากวิธี "สอนทางเดียว"
  • ครูไพจิตร (อาจจำสลับกับครูสายใจ) ที่สอนเรื่องอาหารหลัก 5 หมู่ให้เด็กๆ ฟัง  และให้เด็กนั่งหันหน้าเข้าหากัน ท่านก็กระตือรือล้นที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการการสอน และสรรหาสื่อภาพสมจริงสวยงามมาให้เด็กๆ ได้เห็นครับ
  • เศรษฐกิจชุมชนและสังคมดีมาก ค่าแรงสำหรับการรับจ้างปักดำนาสูงถึงวันละ 350 บาท พร้อมจัดรถรับส่งด้วย ชุมชนมีชื่อเสียงด้านทำ "หมอนขิด" .... ชาวบ้านในเขตพื้นที่กาฬสินธุ์มีฐานะดี เพราะน้ำจากเขื่อนลำปาว ชลประทานจากแม่น้ำลำปาว ทำให้ชาวนาทำนาได้หลายครั้งต่อปี บางครอบครัวเลี้ยงกุ้ง บางครอบครัวเลี้ยงปลาในกระชัง บ้างปลูกยางพารา บ้างปลูกมันสัมปะหลัง ..เรียกว่า "อุดมสมบูรณ์" สมกับที่เป็น "เมืองน้ำดำ" 
  • เป็นอีกโรงเรียนที่ยังไม่พบว่า จัดการเรียนการสอนแบบ "โครงงานบูรณาการชีวิต"  
  • นักเรียนยังไม่กล้าคิดกล้าพูด กล้าแสดงออกมากนัก....
ขอคอมเมนต์สำหรับ โรงเรียนชุมชนโพนงามประสาทศิลป์

ผมมีเสนอข้อความเห็นและข้อเสนอแนะ 5 ประการ ดังนี้ครับ
  1. ต้องสอนให้นักเรียนทุกคนได้ "ฝึกคิด" ผมทดลองสอนแบบ "พาคิด" อ่านได้ที่นี่ครับ ผมให้ท่านอาจารย์ไพจิตรท่านสะท้อนว่า เห็นอะไรบ้างจากการสาธิตการสอนของผม ท่านใช้คำว่า "เห็นเด็กมีส่วนร่วมในการเรียน"
  2. ควรสอนจาก "สำรวจความรู้เดิม" แล้วค่อย "เติมความรู้ใหม่" แล้วไปต่อให้ถึง "นำไปใช้" หรือเชื่อมโยงกับชีวิตเสมอ (อ่านตัวอย่างได้จากการสอนแบบ "พาคิด" ที่นี่ครับ)
  3. ออกแบบให้ได้ "ฝึกทักษะ" คือเน้นกระบวนการ ไม่ติดเนื้อหา  ด้วยการออกแบบให้ได้ ฝึก 4 อย่างคือ "สืบค้น" "ถอดบทเรียน" "สร้างสื่อหรือชิ้นงาน" และ "นำเสนอหรือเผยแพร่" เป็นต้น  คอมเมนต์ข้อนี้สำหรับครูปิยภา ครูในโรงเรียนควรสอบถามว่าการสอนเน้นกระบวนการที่ผมให้ความเห็นแนะนำนั้นทำอย่างไร
  4. การออกแบบการเรียนการสอนควรคำนึงถึงคำว่า "คุ้มค่า" ท่านใดอยากรู้ว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร ให้ถามคุณครูปราณีนะครับ ท่านใช้เกมส์สอน แต่ผมเสนอว่าโจทย์ปัญหาอาจไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เราใช้ และไม่ทั่วถึงเด็กทุกคน 
  5. การเรียนการสอนต้องไปให้ถึงคำว่า "คุณค่า" หรือ "ความหมาย" อันนี้คอมเมนต์ทุกโรงเรียน  กรณีของโพนงามฯ เราคุยกันเรื่องสัตว์ประจำชาติ .....
จบภาคเช้าวันนี้ครับ 

เยี่ยมโรงเรียนด่านใต้วิทยา สพป.กส. 1

ตอนบ่ายวันนี้ (27 สิงหาคม 2556) เราอยู่ที่ โรงเรียนด่านใต้วิทยา  (เรารวม คุณเสือ ศน.สายรุ้ง และ ศน.สุริยา)

มีข้อสังเกตดังนี้ที่ด่านใต้วิทยา
  • โรงเรียนสะอาดเรียบร้อย เป็นระเบียบมากๆ เหมือนที่ ร.ร.บ้านแกหัวแฮดส้มโฮง 
  • ผมรู้สึกว่า นักเรียน มีระเบียบ เรียบร้อย มีสัมนาคารวะ สรุปรวมคือ นักเรียนมีวินัยมาก ....(แม้ว่าจะไปอยู่เพียง 3 ชั่วโมง)
  • แม้ว่าจะยังไม่จัดให้นักเรียนมีการ "ถอดบทเรียน" กันอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ แต่นักเรียนชั้น ม. 3 ที่ผมเข้าไปทดลองสอนดู ก็สนใจเรียนรู้มากๆ  (ตามีแวว เป็นประกาย มีสมาธิดี)
  • นักเรียนบอกว่าข่าวที่ดังที่สุดคือ "ข่าวสมีคำ" และไม่ได้บอกข่าวอื่นที่ทันเวลากว่านั้น.. ผมพูดกับนักเรียนเพื่อทำให้เขาเห็นความสำคัญของการตามข่าวสำคัญของโลกว่า
    • หากคำว่า "ประวัติศาสตร์" คู่กับคำว่า "อดีต"
    • หากคำว่า "อนาคต" คือ "ความฝัน ที่เรามุ่งมั่น"
    • คำว่า "ปัจจุบัน" ก็น่าจะเป็นคำว่า "ข่าว" 
    • "ข่าว" ที่สำคัญในปัจจุบัน จะกลาย "ประวัติศาสตร์" พลันในอดีต ผู้ที่แตกฉานอดีตจะสามารถทำนายอนาคต ...
  • ผมเล่าเรื่อง ชายคนหนึ่งไปท้าทายหลวงปู่ชา สุภัทโท ให้เด็กๆ ฟัง ดังนี้ครับ ...มีชายคนหนึ่งไปถามหลวงปู่ชาว่า  ..... "หลวงพ่อครับ ชาติหน้ามีจริงไหมครับ ........ หากมีจริงพาผมไปดูหน่อย " หลวงปู่ชาไม่ตอบ แต่ท่านถามกลับว่า
    .."พรุ่งนี้มีจริงไหม" ชายคนนั้นตอบว่า "มีซิครับ"  หลวงปู่บอกต่อว่า "งั้นโยมก็พาไปดูพรุ่งนี้หน่อยซิ"....(.สุดยอดไหมครับ สำหรับผมแล้ว นี่เป็นสุดยอดของการสอน)
  • ครูมีความมั่นใจในตนเองสูงครับ  คุณครูสุจรินทร์ไม่เกร็งเลยแม้แต่น้อยครับ ตอนที่ผมเข้าไปสังเกตการสอนของท่าน ตอนมาประชุมสะท้อนผล มีครูกล้าตั้งคำถามที่ตรงประเด็น.... ผมว่าที่เป็นอย่างนี้ เพราะท่าน ผอ.อภิรักษ์ ท่านมีบุคลิกเป็นกันเอง ทำให้ทุกคนกล้าคิด กล้าทำ...
  • ยังไม่มีการจัดการเรียนการสอนแบบ "PBL" หรือ การสอนแบบโครงงานบูรณาการบนฐานชีวิต (เหมือนๆ กับโรงเรียนที่ไปมาทั้งหมด ยังไม่มีการเรียนการสอนเรื่องนี้อย่างจริงจัง)
คอมเมนต์ของผม สำหรับ โรงเรียนด่านใต้วิทยา
  • ขอชื่นชมความสะอาด เรียบร้อย และเด็กที่มีวินัยของด่านใต้มากครับ เมื่อถามว่าทำอย่างไร...ผมจับได้จากคำตอบแบบไม่ละเอียดนักว่า 
    • ท่านบอกว่า "เราคุยกันจน..... ไม่รู้กี่ครั้งเรื่องทำอย่างไรเด็กถึงจะมีระเบียบ..." แสดงว่า เกิด PLC แล้วครับ
    • ท่านบอกว่า "การยืนประจำหน้าประตูที่ทำมาต่อเนื่อง ทำให้ได้รู้จักเด็กเป็นรายคน ... และเห็นผลชัดว่า นักเรียนเปลี่ยน อยากมาเรียนหนังสือ"...แสดงว่า ท่านต้องใช้ "จิตวิทยาเชิงบวกแล้วแน่ๆ ครับ
    • ท่านบอกว่า "เด็กๆ .... เข้าไว้ก็ไม่ฟัง หยุดไว้ไม่อยู่ ครูพูดไม่ทัน...." แสดงว่า ที่ผมมองเห็นว่า นักเรียนมีตามีแววเป็นประกาย ไม่น่าจะผิด  เพราะความมั่นใจ ภูมิใจ และกล้าคิด จะทำให้จิตส่งพลังออกทางหน้าต่างกลาง "หน้า" และ "ตา" .....(วิชา โหงวเฮ้ง ของจีน ...ไม่ได้คิดเล่นๆ ครับ)
  • ผมแนะนำเด็กห้อง ม. 3 ว่า เราต้องสนใจ "ข่าว" เพราะการตามข่าวที่สำคัญในปัจจุบัน จะทำให้เราแตกฉานอดีต "ประวัติศาสตร์" ซึ่งจะทำให้ชาญฉลาดในการทำนายอนาคต
  • ผมถาม นางสาวศรารัตน์ (อาจจำชื่อผิด) ว่า จบจาก ม. 3 แล้วจะไปอย่างไรต่อ "จะไปเรียนต่อ ม.6 ที่..... ค่ะ" เมื่อถามต่อว่าแล้วจากนั้นล่ะครับ เธอตอบว่า จะไปเรียนเป็น "พยาบาล" ... "แล้วเป็นพยาบาลแล้วไงต่อครับ"......ทุกคนหัวเราะแต่ก็ไม่มีเสียงตอบใดๆ ...... ผมแนะนำเด็กๆ ว่า เราควรหาคำตอบของคำถามที่ไม่มีคำตอบ เช่น เกิดมาทำไม เรียนไปทำไม ไม่เรียนได้ไหม ฯลฯ
  • ผมแนะนำคุณครูสุจรินทร์ว่า เราควรออกแบบการสอนให้นักเรียนได้ฝึกให้ครบทั้ง "นำเข้า" และ "นำออก" และออกแบบให้นักเรียนได้มีส่วนร่วม ศน.สายรุ้งบอกว่า ทำให้ห้องเรียน "มีชีวิตชีวา" ....(ใช่ๆๆ คำนี้แหละที่ผมจะพูด ..ผมคิดในใจตอนนั้น)
  • ผมสรุปกับ ผอ.อภิรักษ์ และครูด่านใต้ฯ ว่า ทุกอย่างสมบูรณ์แล้ว จึงอยากเชียร์ให้สอนแบบ "โครงงานบูรณาการบนฐานชีวิต"  ผมเสนอด้วยครับว่า การเรียนรู้บนฐานโครงงานบนฐานชีวิตที่มีดี มีลักษณะดังต่อไปนี้
    • เป็นหัวเรื่องหรือปัญหาที่มีคุณค่า เป็นปัญหาในชีวิตจริง เกี่ยวข้องกับอาชีพหรือความเป็นอยู่เป็นไปของนักเรียน ชุมชน หรือสังคมจริงๆ .....ปัญหาที่ถ้าเด็กทำสำเร็จแล้วเขาจะภูมิใจมาก....ปัญหาแบบนี้เด็กๆ จะได้ "ทักษะชีวิต"
    • เป็นโครงงานที่เด็กๆ จะต้องใช้สมาธิและความพยายามอยู่กับเรื่องนั้นเป็นเวลานานอย่างน้อย 1 เทอม หรือ 1 ปี ผมเสนอว่า ผอ.อภิรักษ์ ควรจัดให้มี รายวิชาสักวิชา ที่เด็กและครูจะได้เรียนเรื่อง PBL นี้อย่างจริงจัง ผมยกตัวอย่างว่า วิชานี้อาจจัดแบบนี้ว่า 
      • อาทิตย์ที่ 1-2 ระดมปัญหาร่วมกันบนกระดาาคลิปชาร์ท และนำเสนอหน้าชั้นเรียน
      • อาทิตย์ที่ 3-4 ลงสำรวจและเก็บข้อมูลปัญหาที่เด็กๆ เลือกในชุมชนหรือสังคม หรือสถานที่จริงๆ
      • อาทิตย์ที่ 5-6 พาเด็กทำเค้าร่างโครงงาน ...ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา ทำ BAR
      • อาทิตย์ที่ 7-8 ลงพื้นที่ทดลองทำจริงๆ
      • อาทิตย์ที่ 9-10 กลับมาวิเคราะห์ "ถอดบทเรียนระหว่างการดำเนินการ" หรือเรียกว่า DAR และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
      • อาทิตย์ที่ 11-12 นำวิธีที่ปรับปรุงกลับไปทดลองแก้ปัญหาต่อ
      • อาทิตย์ที่ 13-14 กลับมาสรุปผล AAR และนำเสนอ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน 
      • อาทิตย์ที่ 15 ส่งรายงาน และเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์
      • ฯลฯ
    • เป็นโครงงานที่ทั้งนักเรียนและครูได้เรียนรู้ร่วมกัน จะดีที่สุดถ้า เริ่มต้นทั้งนักเรียนทั้งครูไม่รู้คำตอบ.....
  • ผมเชียร์ให้เรียนแบบ PBL  เพื่อพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ครับ

ไปเยี่ยมโรงเรียนบ้านแกหัวแฮดส้มโฮง สพป.กส. 1

วันนี้ (27 สิงหาคม 2556) ผมกับคุณเสือ เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนที่ประถมขยายโอกาส สังกัด สพป.กาฬสินธุ์ เขต 1 2 โรงเรียนคือ ร.ร.บ้านแกห้วแฮดส้มโฮง และ ร.ร. ด่านใต้วิทยา

ข้อสังเกตที่ ร.ร.บ้านแกฯ 
  • ผอ.ประสงค์วิสัยไกลมาก มีการนำเทคนิคต่างๆ จากทั้งต่างประเทศและในประเทศมาพัฒนาโรงเรียนตนเอง เช่น การทำแผนที่อาเซียนขนาดยักษ์ (และแผนที่โลก) สลักไว้บนพื้นให้เด็กนึกเชื่อมโยงขนาดและตำแหน่งจริง เหมือนที่ สิงคโปร์ชอบทำ...
  • ที่โรงเรียนเปิดให้บริการอินเตอร์เน็ต wi-fi ทั่วบริเวณโรงเรียน ไม่เฉพาะครูและนักเรียน แต่เพื่อวัยรุ่นเลือดใหม่ในหมู่บ้าน ที่แต่ก่อนเพ่นพ่านก่อเรื่อง 
  • คุณครูบอกผมว่า เด็กๆ ที่ใช้อินเตอร์เน็ต เล่น facebook ได้เกือบหมด ....สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ปกครองฐานะดี และต้นทุนเรื่องไอซีทีโดดเด่น ......ผมพยายามชี้ให้เห็นโอกาสของ Flip-class-room 
  • ที่นี่จ้างครูชาวต่างชาติชาวฟิลิปปินส์ 2 ท่าน ท่านหนึ่งมีลูกสาวเรียนที่นี่ด้วยทั้ง 2 คน .... นี่เป็นโอกาสของโรงเรียนที่จะมอบหมายให้ครูท่านนั้นทำงานเพื่อเด็กๆ อย่างเต็มที่ เพราะที่นี่คือ "บ้าน" ของท่านแล้ว 
  • การสอนของครูยังไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการมากนัก เป็นการสอนเชิงเดี่ยว PLC ครู ยังไม่เห็นชัด ที่เห็นชัดคือความพยายามของผู้อำนวยการ .... สู้ๆ ครับท่าน 
  • ครูส่วนใหญ่คงใกล้เกษียณแล้ว มีครูหนุ่มสาวน้อย การทำ teachless learnmore ด้วย ICT เป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณา แม้ว่าจะยาก ดังที่บอกว่าครูที่ถนัดไอซีทีต้องเป็นกำลังสำคัญ
  • คุณครูสมบูรณ์ ที่สอนภาษาไทย ตั้งใจมาก ท่านใช้เพลงในการสอน ผมนึกถึงคุณครูที่โรงเรียนนาโพธิ์ สพป.มค.3
  • ครูณัฐวุฒิ เป็นครูรุ่นใหม่ จบมาทางวิทย์ ชีววิทยา ด้วยชะตาอย่างไรไม่รู้ ต้องมาเป็นครูคณิตศาสตร์ มุ่งมั่น ตั้งใจ ขวนขวาย ท่านใช้เกมส์คณิตศาสตร์ที่สิืบค้นได้ทางอินเตอร์เน็ตมาสอน....ดีครับ... แต่ควรมี PLC พี่เลี้ยงช่วยแนะและสะท้อนผลที่เกิดกับเด็ก .... 
ผมคอมเมนต์กับ ร.ร. บ้านแกฯ
  • ออกแบบให้ "เรียนรู้จากธรรมชาติ"  เป็นข้อคิดแนะเมื่อได้เห็น ครูสอนอนุบาลมอบหมายงานให้เด็กๆ ทำ "ดอกไม้" เดาว่าวิธีการคือครูพาทำ พาพับ พาจับ แล้ววางให้ทุกคนทำเอง ผลคือ เด็กๆทุกคนทำได้ ทุุกคนทำเหมือนกันหมด ถามว่า "ดอกอะไร" เด็กเงียบ... มีเสียงตอบ "ดอกไม้"..... ผมคิดว่าเด็กอนุบาล 2 รู้จักดอกไม้หลายชนิดแล้ว หากขยายต่อจากตรงนี้เป็น "ดอกอะไร....." เติมมิติของการเรียนรู้ "เรื่องราว" และ "ความหมาย" โดยวิธีง่ายๆ วิธีหนึ่งคือ มีดอกไม้จริงๆ มาวางไว้ให้เด็กทดลองทำดู หรือเรียกว่า "เรียนรู้จากธรรมชาติ" จริงๆ น่าจะดี...
  • ผมเสนอกับ อ.แอนดี้ ชาวฟิลิปปินส์ว่า วิธีการหนึ่งที่ได้ผลมากคือ การสร้าง "เด็กแกนนำ" หรือ "เด็กจิตอาสา" (ตามครูศิริลักษณ์ ชมพูคำ) เพราะผลงานวิจัยชี้ชัดว่า "วิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการสอน" ดังนั้นการใช้เด็กจิตอาสา ช่วยในการสอนภาษาอังกฤษแล้ว นอกจจะช่วยการสะกดคำ และรู้จริง ไม่ใช่จำท่องแบบนกขุนทองไม่รู้ความหมายแล้ว ยังช่วยให้เด็กแกนนำแก่งขึ้น
  • ผมเสนอกับครูณัฐวุฒิว่า "ขั้นบันไดที่เหมาะสม" คือปัจจัยสำคัญมากในการทำให้เด็กนักเรียน เรียนแบบมีความสุขสนุกที่ได้เรียน
  • ผมบอกครูสมบูรณ์ ที่สอนด้วยเพลงว่า "การเลือกเพลง" ถ้าครูเป็นคนเลือก เหตุผลในการเลือกเพลง คือสิ่งที่ต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ KPA ที่ต้องการ  ถ้านักเรียนเลือก "นักเรียนจะเลือกเพลงที่ตนเองรู้และร้องได้" ความสนุกและรักเรียน ความเพียรเรียนเองก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย .... ผมว่าอาจต้องใช้ทั้งสองวิธี... 
  • คุณครูสอนพลศึกษาท่านบอกว่า วิธีสอนของท่านเน้นจาก ปฏิบัติ -> ไปสู่ทฤษฎี  ผมเสริมท่านทันทีว่า มีทฤษฎีหนึ่งที่ผมถือปฏิบัติเป็นหลักการคือ ระเบียบวิธีวิจัยแบบ "แผ่นดินแม่" ของ ศ.ดร.เจตนา......
  • ผมบอก ผอ.ประสงค์ว่า วันนี้ที่ได้เยี่ยมชั้นประถม  PLC ครูยังไม่เกิด การสอนยังคงเน้นการสอนแบบเดี่ยว อยู่ในขั้นกิจกรรม  การสอนยังไม่ได้เน้นกระบวนการ.... ครั้งหน้าจะกลับไปเยี่ยมมัธยม
  • ขณะทานอาหารเที่ยง ผมสรุป "หลักการเรียนรู้ จากหนังสือ How learning work" ที่ ศ.นพ.วิจารณ์ ตีความไว้ และผมนำมาตีความต่อดังนี้
    • ความรู้เดิมสำคัญต่อการเรียนรู้   โดยมากเราเรียนรู้แบบ งอกความรู้ใหม่ ดังนั้น วิธีการคือต้อง "สำรวจความรู้เดิม แล้วค่อยเติมความรู้ให้งอกใหม่"
    • นักเรียนจะได้เรียนรู้ก็ต่อเมื่อ "ได้คิดหรือได้ทำเอง" เท่านั้น นี่คือเหตุผลสำคัญที่ครูต้องหันมาเป็นนักออกแบบให้นักเรียนได้ฝึกคิด ฝึกทำ เราเรียกหน้าที่แบบนี้ว่า เป็น "ครูฝึก"
    • วิธีคิดของนักเรียนมีผลต่อการเรียนรู้  ดังนั้นวิธีการคือต้อง เปิดโอกาสให้นักเรียนได้สร้างความรู้ขึ้นเอง (constructivism) แน่นอน ไม่ใช่จำ จด ท่อง แต่เป็นการท้าทายให้ทดลองหาคำตอบเอง และให้ได้นำเสนอผลงานของตนเองด้วย
    • อารมณ์และความรู้สึกมีผลต่อการเรียนรู้ ดังนั้นสิ่งที่ครูควรเตรียมให้เกิด "ในใจ" ของนักเรียนคือ ความผ่อนคลาย เพราะผลงานวิจัยชี้ชัดว่า คนเรียนรู้ตอนผ่อนคลายได้ดีกว่า
    • สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ มีผลต่อการเรียนรู้  นี่คือสาเหตุที่สำคัญที่ประเทศใดๆ นั้นก็พยายามสร้างสรรค์สร้างแหล่งเรียนรู้ให้หลากหลาย
    • การเรียนแบบรู้จริง (Mastery Learning) คือสิ่งที่ทุกคนต้องนำมาพิจารณา หาวิธีออกแบบให้นักเรียนได้เรียนด้วยการ ลงมือทำ (Learning by Doing) และนักเรียนต้องได้ สะท้อนบทเรียน (Reflection) 
    • Feedback ของครูหรือผู้ฟัง เป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เกิดการเรียนรู้ ยิ่งคอมเมนต์คมเท่าใด ผู้ปฏิบัติที่รับฟังจะได้พัฒนามากขึ้นเท่านั้น
  • วันนี้ผมไปกับ ศน.สายรุ้ง (ผมถือวิสาสะ เรียกท่านว่า พี่สายรุ้ง) ผมรู้สึกว่า ท่านเก่ง ผมบอกท่านตรงๆ ว่า ศน. ที่ สพป.กส. 1 มีพลัง พลังที่จะขับเคลื่อนฯ ต่อ ท่าน ศน.สุริยา มีทีมที่เข้มแข็งครับ

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_11 : โรงเรียนหนองแวงเหนือ

วันที่ 15 กรกฎาคม 2556 วันเดียวกับที่เราไปเยี่ยมโรงเรียนเชียงเครือวิทยาคมในภาคเช้า (อ่านบันทึกที่นี่) ตอนบ่ายทีมขับเคลื่อน PLC อีสาน ไปเยี่ยมโรงเรียนบ้านหนองแวงเหนือ ตั้งอยู่ที่ ต.ภูปอ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์


บรรยาการศการนิเทศ ยังอยู่ในรูปแบบทางการเหมือนเมื่อเช้านี้  ท่าน ผอ.นิคม บุญทิพย์ และครูทุกคน(ดูข้อมูลพื้นฐานที่นี่) มารวมกันที่ห้องประชุม อย่างเป็นทางการ ฝากงานเด็กๆ ให้ทำกันเองตลอดช่วงบ่ายวันนั้น..... จึงเป็นเป็นอีกวันหนึ่งที่เราเองเป็นสาเหตุในการ "พรากครูออกจากนักเรียน"  ต้องกราบขออภัยด้วยครับ  ผมตั้งใจว่ากิจกรรมแบบนี้จะต้องน้อยลงเรื่อยๆ และเหลือไว้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น 




เมื่อแรกเจอ ผอ.นิคม บุคลิกที่ยิ้มแย้มของท่าน ทำให้เผมคิดว่าท่านต้อง ใช้กระบวนการเชิงราบในการบริหารงานเป็นแน่ และทึกทักไปด้วยว่า ครูไม่น่าเกร็งเกรงนัก แต่พอคุยไปได้สักพักหนึ่ง ท่าน ผอ.นิคมเองท่าน "เซนส์" เร็วกว่าผม ท่านเป็นคนชวนผมออกมาสำรวจเดินสำรวจโรงเรียน ท่านบอกว่าครูอาจจะกล้าคุยมากขึ้น...  ก่อนที่จะออกเดินสำรวจโรงเรียนกับท่าน ผม "จับ" ได้ว่า
  • มีครูนำกิจกรรมที่เราทำ "มองเด็ก" "มองตนเอง" และ "มองหากัลยาณมิตร" เปลี่ยนคำถามใหม่ เพื่อคำตอบใหม่สู่การพัฒนานักรียน ที่เราแลกเปลี่ยนกันเมื่อวันที่ 15-17 มิถุนายน (อ่านบันทึกที่นี่ครับ) มาทดลองใช้จริงท่านหนึ่งคือ ครูภัทราภรณ์ งอกศิลป์ อาจารย์รุ่นใหม่ ท่านบอกว่าได้ทดลองนำมาพาให้เด็กฝึกคิดบ้างแล้ว (จะติดตามต่อไป)ครับ

  • เมื่อถามถึงการเรียนการสอนเรื่องโครงงาน ได้รับคำตอบทันทีว่า ท่านอาจาาย์จตุพิตร บรรณสาร กำลังทำโครงงานภาษาไทย และมีอาจารย์สอนวิทยาศาสตร์ คือ อ.สุนัน ผลรักษา กำลังสอนนักเรียนในแนวโครงงานอยู่ แต่ผมเข้าใจว่ายังไม่มีการนำการจัดการเรียนการสอนบนฐานปัญหาหรือการสอนผ่านโครงงานแบบบูรณาการมาใช้อย่างจริงจัง .... ฝากท่าน ผอ.นิคม เอาจริงจังเรื่องนี้จะทำให้ไปได้เร็วครับ

ผมเดินสำรวจโรงเรียนคร่าวๆ ด้วยเวลาที่จำกัด  แต่อย่างไรผมก็จะไม่พลาดที่จะ "คุยกับนักเรียน" การคุยสนทนากันจะทำให้เรารู้ "ปัญญา" ของคู่สนทนาได้ จึงถือเป็นเครื่องมือทักษะการคิดที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด





ได้คุยกับเด็ก ป.1-3 ที่นั่งทำงานรวมกันอยู่ (ที่ครฝากเนื่องจากสาเหตุที่เรามาพรากครูไป) ในห้องที่มีอุปกรณ์จักรเย็บผ้าหลายตัว สอบถามพบว่า เด็กๆ สามารถใช้จักเย็บผ้าได้คล่องทุกคน ...สิ่งนี้ดีมาก ถือเป็นกิจกรรมฐานในการต่อยอดสู่การเรียนรู้แบบ PBL ได้ต่อไปหลายหลากแน่ เพราะคนเราย่อมใส่เสื้อผ้า และหลาายคนก็กำลัง "บ้า" ยี่ห้อของเสื้อผ้าด้วย  และที่สำคัญประเทศไทยเราเป็นแหล่งส่งออกเสื้อผ้าแบรนด์เนมหลายยี่ห้อ






ผมตั้งคำถาม พร้อมตั้ง "รางวัลเป็นเงิน 20 บาท" สำหรับผู้ตอบได้ วิธีการนี้น่าจะดี แต่ได้ผลสำหรับการดึงดูดความสนใจของเด็กๆ ที่ที่มีพื้นฐานแตกต่างหลากหลาย  ก่อนถามผมตรวจสอบความเชื่อของเด็กเรื่อง นรก สวรรค์ แล้วเริ่มเล่านิทานว่า  มีชายคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุจากการขับรถมอเตอร์ไซด์ ตายคาที วิญญาณของเขากำลังเดินไปตามทางแห่งหนึ่ง สักพักหนึ่งไปพบทางแยก  ด้านหนึ่งเป็น"ทางไปสวรรค์" ด้านหนึ่งเขียนว่า เป็น"ทางไปนรก" ข้างๆ ทางแยกนั้น มีชายสองคนกำลังนั่งเล่นหมากรุกอยู่ คนหนึ่งเป็นคนชอบพูดโกหก อีกคนหนึ่งจะพูดแต่ความจริง  ชายที่ตายต้องการจะไปสวรรค์ เขาจะถามชายสองคนนี้อย่างไรจึงจะไปสวรรค์ได้ถูกต้อง โดยมีข้อแม้ว่า ถามได้เพียง 2 คำถามเท่านั้น..... ผมไม่ได้เฉลยปัญหานี้ ผมบอกเด็กว่า ผมจะกลับในอีกประมาณ 1 ชั่วโมง ใครสามารถหาคำตอบได้ ให้รีบมาตอบเพื่อรับรางวัล.... น่าเสียดายที่ไม่มีใครกลับมาตอบเลย ....



ได้มีโอกาสคุยกับเด็ก ม.3 ด้วยครับ นักเรียนประมาณ 10 คน กำลังทำเขียน Mind Map เรื่องห่วงโซ่อาหาร  สิ่งที่ผมเห็นคือการเด็กๆ ได้ฝึกคิดวิะเคราะห์กันอย่างสนุก แต่ผมมีข้อคิดเห็น 2 ประการสำหรับงานของพวกเขา ได้แก่
  •  Mind Map ของเด็ก เหมือนในหนังสือมาก โดยเฉพาะชื่อสัตว์แต่ละประเภทที่พวกเขาเขียนลงในกระดาษก็เป็น สัตว์ชนิดเดียวกับที่อยู่ในหนังสือ เช่น  เหยี่ยวกินงู งูกินกบ  ฯลฯ  ผมเสนอว่า เราควรนำกระบวนการคิดของเด็กๆ ให้อยู่บนฐานของชีวิตใกล้ตัวของพวกเขาก่อน เช่น กำหนดโจทย์ให้ทำห่วงโซ่อาหารของชุมชนหรือหมู่บ้านเป็นต้น  (เรียนชีวิตมากกว่าเรียนวิชานั่นเองครับ)
  • สิ่งที่น่าจะเพิ่มเติมให้กับเด็กๆ การ ฝึกคิดเชื่อมโยง โดยเฉพาะ คิดเชื่อมโยงแบบ "สืบสาวเหตุปัจจัย" และการเชื่อมโยงแบบมิติดเวลา ฯลฯ 
 กลับจากเดินสำรวจโรงเรียน กลับมาเจอบรรยากาศการพูดคุยที่เป็นกันเอง อาจเป็นเพราะมีการจัดเก้าอี้ให้นั่งใกล้กันมากขึ้นก็ได้นะครับ สื่งนี้ดูเหมือนไม่เกี่ยว แต่จากประสบการณ์แล้ว เกี่ยวข้องกับฐานใจ แน่นอนครับ 


ครูสิทธิชัย และ ครูรุจินันท์ เล่าให้ฟังถึงเด็ก 2 คนที่มีปัญหาติดใจท่านทั้งสองมาก เด็กคนหนึ่งที่ชอบหนีเรียน และเด็กอีกคนสมาธิสั้น และเราก็ติดอยู่กับเรื่องนี้เป็นชั่วโมง แต่ก็คุ้มค่าทีเดียวครับ

ความจริงเด็กที่ชอบหนีเรียน จะมาเข้าเรียนก่อนจะหนีออกไป คุยกับครูสิทธิชัยว่า "ครูครับ ให้ผมไปตัดหญ้าที่สนามฟุตบอล แทนการเรียนได้ไหมครับ"  และเขาก็ตัดหญ้าอย่างมีความสุข ขณะที่เพื่อนนักเรียนหนังสือ (อย่างมีความสุขหรือเปล่า...ไม่เน่ใจ) ด้วยการที่เขาชอบทำมากกว่าชอบ "นั่งเรียนในห้อง" เขาจึงไม่ได้ "ฝึกอ่าน" นั่นคือเหตุผลที่เขา "อ่านไม่ออก"  ผมเสนอว่า เราควรเปลี่ยนคำถามจาก ทำไมนักเรียนคนนี้อ่านไม่ออก ทำไมถึงอยากตัดหญ้าที่สนามฟุตบอล เป็น ทำอย่างไรเขาถึงจะอยากอ่านออก และทำอย่างไรการตัดหญ้าที่เขาชอบจะทำให้อยากอ่านหนังสือ  ผมเสนอวิธีการและท้าทายให้ท่านลองมอบหมายให้เขารับผิดชอบดูแล ซ่อมแซม แกะประกอบเครื่องตัดหญ้านั้น และเครื่องจักรอื่นๆ ในโรงเรียนด้วย  ไม่แน่ว่าเขาจะอยากอ่านคู่มือออกก็เป็นได้....ซึ่งจะสำเร็จก็ต่อเมื่อเขามีครูเพื่อศิษย์คอยกระตุ้นแรงบันดาลใจด้วยคำถามเท่านั้น

ข้อเสนอแนะสำหรับโรงเรียนหนองแวงเหนือ
  • จัดให้มีการเรียนการสอนบนฐานปัญหาหรือการสอนผ่านโครงงาน PBL โดยที่ฝ่ายบริหารต้องให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งการพัฒนาและนำหลักสูตรท้องถิ่นเป็นเครื่องมือสำคัญ พัฒนาครู ให้รู้และเข้าใจ และที่สำคัญลงมือทำ 
  • เราต้องไม่ติดกับดัก หรือ ติดร่อง "รั้งรวม" คือ การจัดการเวลาและศัยกภาพอย่างไม่ "คุ้มค่า" เช่น มัวแต่ติดอยู่กับปัญหาของเด็กส่วนน้อยที่อ่านไม่ออก จนทำให้เด็กส่วนใหญ่ไปไม่ถึง "ทักษะในศตวรรษที่ 21" ที่นักเรียนเรียนรู้เองเป็น ซึ่งความจริงปัญหานักเรียนอ่านไม่ออก สามารถแก้ไขด้วยวิธีอื่นจะคุ้มค่าเบาแรงกว่า เช่น การร่วมมือกันระหว่าง 5 โรงเรียน ที่อยู่ใกล้กัน แล้วแยกเด็กที่มีปัญหาคล้ายกันมาเพื่อกำหนดวิธีการอย่างเหมาะสม วิธีนี้ประหยัดทรัพยากรถึง 5 เท่า  วิธีนี้มีการการทดลองแล้วว่าได้ผล เราเรียกว่า PLC ระหว่างโรงเรียนนั่นเอง 
ผมรู้สึกว่าครู "รู้แล้ว" ว่าต้องทำอะไรอย่างไร ในยุคนี้ แต่ภาระงานที่มากล้น กับพลังใจที่อ่อนล้าเต็มที ทำให้ครูหลายท่าน "ไม่สามารถลงมือทำได้"

สุดท้ายขอนำภาพคลิปชาร์ทเมื่อคราวเราไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ ตักสิลา เมื่อวันที่ 15-17 มิถุนายน มาไว้ให้ ผู้อ่านทั่วไปรู้ถึงความทุกข์ของครูหนองแวงเหนือนะครับ



มีหมีเยอะ ผอ. ต้องเป็นกระทิง
มีกระทิงเยอะ ผอ. ต้องเป็นหมี 
มีหนูเยอะ ผอ. ต้องเป็นทั้งหมีและกระทิง 
แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ผอ. ต้องมีนกอินทรีย์และหนูอยู่ในตัวนะครับ.....
 

วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_10 : โรงเรียนเชียงเครือวิทยาคม กับ ไร่ยางพาราหน้าโรงเรียน

วันที่ 15 กรกฎาคม 2556 ทีมขับเคลื่อน PLC อีสาน เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนเชียงเครือวิทยาคม คุณก้อย คุณเสือ ผม และพี่เมว ออกจาก มมส. ตอน 8:00 น. ไปรับ ศน.กชพร ศน.สุริยา ที่ สพป.กส. 1 ตอน 9:00 วันนี้เราไปเยี่ยมโรงเรียนเชียงเครือวิทยาคมตอนเช้า และโรงเรียนบ้านหนองแวงเหนือในภาคบ่าย 
แม้ว่าผมเองจะเสนอแนวทางการนิเทศแบบ " KM ยกกำลังสอง " (อ่านที่นี่) ซึ่งเน้นการนิเทศแบบเป็นกันเอง  แต่ในการออกนิเทศจริงๆ ด้วยบริบททางวัฒนธรรมของเราชาวไทยที่เน้นการต้อนรับขับสู้อย่างเป็นทางการ กอปรกับขั้นตอนการศึกษา วางแผน ประสานงานยังไม่ได้นำ KM เข้าไปดำเนินการอย่างมีส่วนร่วมมากนัก ทำให้การนิเทศในครั้งนี้ จึงคงยังไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีของการนิเทศแบบ "KM ยกกำลังสอง" 
จึงเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เรา "ทีมขับเคลื่อน" ไป "พรากครูออกจากนักเรียน" เสียเอง กราบขออภัยท่าน ผอ. และคุณครูทุกท่านไว้ ณ ที่นี่ด้วยครับ 

  • โรงเรียนเชียงเครือมีอาคารเรียน 2 หลัง กำลังก่อสร้างอีก 1 หลัง และมีอาคารอำนวยการ 1 ชั้นอีกหนึ่งหลัง ที่จัดเป็นห้องผู้อำนวยการ และห้องประชุม  เป็นโรงเรียนขยายโอกาส  (รายละเอียดข้อมูลที่มีออนไลน์อ่านได้ที่นี่ครับ)

  • ผมมองว่าท่าน ผอ.ทวี ติวทอง เป็นผู้มีบุคลิก ประนีประนอมกันกันเองท่านหนึ่ง (แต่ก็ไม่ทราบว่าถูกหรือไม่ แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นหลังจากได้มีโอกาสคุยกับท่าน)  ท่านบอกว่า ใหม่ๆ ตอนย้ายมานั้น ห้องเรียน แหล่งเรียนรู้ และชุมชน ยัง "แยกส่วน" กันอยู่มาก ครูส่วนใหญ่ก็สอนแบบ "talk and chalk" ตอนนี้ 3 ปีผ่านไป ก็ปรับเปลี่ยนได้พอสมควรแล้ว


    • ผมเริ่ม "อำนวย" ให้วงสนทนาเข้าสู่การเล่าเรื่อง เล่าประสบการณ์แห่งความสำเร็จ (SST) โดยไม่ได้กำหนดหัวข้อเรื่อง (ให้การสนทนานั้นพาไปเอง) ในช่วงนี้จะเป็นการเล่าเรื่องจากท่าน ผอ.ทวี เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่ ทุกคนจะเข้าใจว่าเป็นหน้าที่ ผอ.โรงเรียน .... 
    • อ.ประมวล ทวยดี เป็นท่านแรกที่เล่าเรื่องการจัดการเรียนการสอนของตนเองให้เราฟัง ท่านเล่าเรื่องการปลูกยางพาราในไร่ของโรงเรียน ที่ได้รับการสนับสนุนกล้ายางจากกรมการเกษตรในพื้นที่ จนปัจจุบันยางพารา 5  ไร่ของโรงเรียน มีอายุ 6 ปี  ปีหน้าก็น่าจะกรีดลงมีดได้แล้ว ดูเหมือนว่ารายได้ส่วนนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอาคารสถานที่ นี่เป็นวิธีการหนึ่งที่ท่านมองว่าเป็นการพึ่งตนเอง  ฯลฯ 

    • อ. บัณฑิต ภูพันใบ เป็นท่านที่สองที่เล่าเรื่องฯให้ฟัง อ.ประมวล บอกว่า ท่านอยากจะให้ อ.บัณฑิต "ได้พูด"  อ.บัณฑิต เป็นครูพลศึกษา ที่เก่งเรื่องเซปักตะกร้อ ท่านบอกว่านักเรียนได้รางวัลชนะเลิศในระดับจังหวัด ระดับภาค .... ผมถามท่านว่า ท่านมีเทคนิค เคล็ดลับอย่างไร ท่านบอกว่า ซ้อมให้หนัก หากใจรักก็ทำได้เอง  ท่านบอกว่าตอนนี้ท่านเป็นนายกสมาคมเซปักตะกร้อของภาค (หรือจังหวัดไม่มั่นใจครับ) ... ผมคิดถึงภาระงานของครูที่มากล้นที่เคยเขียนบันทึกไว้ (อ่านได้ที่นี่)  ตอนนี้ทางโรงเรียนกำลังนำตะกร้อลอดห่วงมาเล่นอย่างจริงจังด้วย 

    • ท่าน ผอ.เล่าหลายเรื่องครับ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ท่านไม่ได้เล่า แต่เป็นเรื่องสำคัญ....  ตอนหลัง ผมชวนท่าน ผอ.ออกมาสำรวจโรงเรียน (เพื่อไม่ให้ครูเกร็งในการเล่าเรื่องต่างๆ ซึ่งมี พี่แมวและคุณก้อยอำนวยอยู่) ท่านพาผมไปห้องเรียน พบครูต่างชาติกำลังสอนเด็กอย่างครึกครื้น เฮฮา เด็กๆ พูดตอบเสียงดัง  ท่านเล่าให้ผมฟังว่า ไปเจอกันที่ตลาดในเมือง ด้วยความกล้าพูดของท่าน เดินเข้าไปสนทนาก่อน จนกลายเป็นเพื่อน และมาเพื่อนร่วมงานในเวลาต่อมา 
    ข้อเสนอสำหรับโรงเรียนเชียงเครือวิทยาคม
    หากพิจารณาโดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ปศพพ.) มาเป็นหลักคิด ผมมีข้อสังเกตดังนี้
    รอบๆ โรงเรียนชาวบ้านทำอาชีพไร่ยางพารา ปลูกมันสัมปะหลัง และปลูกอ้อย ดูจากบ้านเรือนชาวบ้านระหว่างเดินทางไป ฐานะน่าจะระดับปานกลาง การปลูกยางพาราโดยให้นักเรียนและผู้ปกครองมีส่วนร่วมนั้น เป็นตัวอย่างที่ดีของการ "เรียนชีวิต" คือบูรณาการ ชีวิต ห้องเรียน และกิจกรรมการเรียนเข้าด้วยกัน (อ่านข้อแนะนำเรื่องนี้ละเอียดที่นี่)  จากการสอบถามท่าน ผอ. และ อ.ประมวล พบว่า 
    • โรงเรียนได้รับต้นกล้าจากกรมการเกษตร ไม่มีเรือนเพาะชำต้นกล้ายางพารา นักเรียนไม่ได้เรียนรู้หรือทดลองเกี่ยวกับกล้ายางพารา ศึกษาความรู้หลักวิชาเกี่ยวกับยางพารา เช่น พันธุ์ยาง วงจรชีวิต เป็นต้น
    • ไร่ยางพาราของโรงเรียนทั้ง 5 ไร่ ถูกปลูกพร้อมกันอย่างมีส่วนร่วม  แต่เป็นการมีส่วนร่วมที่ได้ลงมือทำกันเพียงครั้งเดียว ถัดจากนั้นเป็นการดูแลของโรงเรียน ยังไม่มีกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เอื้อให้นักเรียนได้รับผิดชอบ ดูแล และเรียนรู้วิธีการดูแลต้นยางพารา
    การทำไร่ยางพาราเพื่อหวังจะได้รายได้มาพัฒนาโรงเรียนนับเป็นเรื่องที่ดี  แต่ต้องเข้าใจว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการขับเคลื่อน ปศพพ.เพื่อการศึกษาคือ  ทำให้ไร่ยางพาราเป็นแหล่งเรียนรู้  (อ่านเรื่องแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่นี่ครับ)  เช่น อาจดำเนินการดังนี้ 
    • ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องยางพารา
    • ทำความเข้าใจและกำหนดวิสัยทัศน์ร่วม ระหว่าง ผู้บริหาร ครู กรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง ที่จะพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นเกี่ยวกับยางพารา 
    • ควรเป็นหลักสูตรระยะยาวสอดคล้องกับ ธรรมชาติของยางพารา เช่น เป็นหลักสูตร 9 ปี ตั้งแต่ ป. 1 ถึง ม.3 นักเรียนที่จบ ม.3 สามารถที่จะอธิบายขั้นตอนการปลูกยางตั้งแต่ต้นจนจบ จนถึงขั้นนำไปประยุกต์ใช้ ฯลฯ
    • นักเรียนทุกคนได้ลงมือปฏิบัติจริง ได้ปลูก ดูแล เก็บเกี่ยว จนถึงขั้นนำไปขายได้ นั่นคือ ควรมีการแบ่งพื้นที่ หรือจำนวนต้น ให้นักเรียนแต่ละคนได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง ตามความเหมาะสมของศักยภาพ   ......  นั่นหมายถึง จะไม่ใช่ไร่ยางพาราที่มีอายุยางเท่ากันหมด แต่จะมีการปลูกทุกปี การเก็บเก็บเกี่ยวทุกปี ฯลฯ
    • ควรจัดการเรียนการสอนแบบ PBL บูรณาการวิชาการต่างๆ โดยใช้เรื่องยางพารา 
    • ฯลฯ
    ส่วนเรื่องตะกร้อไม่ขอคอมเมนท์ใดๆ ครับ 

    วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

    ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_09 : ไปเยี่ยมศึกษานิเทศก์ เขต 1 กาฬสินธุ์

    วันที่ 4 กรกฎาคม 2556 ทีมขับเคลื่อน PLC กาฬสินธุ์ เดินทางไปเยี่ยมศึกษานิเทศก์ ที่สำนักงานเขตฯ กาฬสินธุ์ เขต 1  ไปถึงประมาณเกือบ 09:00 ตามที่ได้นัดหมายพิเศษ (เพราะไม่ได้อยู่ในแผนตาม TOR) เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการออกนิเทศเยี่ยมยืนโรงเรียนทั้ง 14 โรงเรียนในโครงการ 
    การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ รอง ผู้อำนวยการเขตฯ (ท่านสมหวัง พันธะลี) และศึกษานิเทศ (ดูบุคลากรกลุ่มนิเทศได้ที่นี่) ทำให้ทีมได้เรียนรู้เกี่ยวกับ กระบวนทัศน์ กระบวนการ และประสบการณ์ จากงานนิเทศที่ผ่านมา ผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ ควรจะนำมาโพสท์บันทึกไว้ 

    กระบวนทัศน์ หรือหลักคิดในการนิเทศ
    • แบ่งเป็นสายนิเทศ 4 สาย 12 กลุ่ม โดยยึดกลุ่มเป้าหมายตามภูมิสังคม คือ พิจารณาทั้งมิติ "ชนบท" และ "บริบท" ชนบทคือแบ่งสายให้สะดวกในการลงพื้นที่ในโซนเดียวกัน บริบทหมายถึง การคำนึงถึงลักษณะขนาดจำนวนเพื่อให้ง่ายต่อการ ทบทวน รีวิว วิจัย พัฒนาต่อไป 
    • แต่ละสายมี รอ.ผอ.เขตฯ เป็นประธาน ศึกษานิเทศก์เป็นเลขานุการ มีประธานของแต่กลุ่ม และเลขานุการณ์ของแต่ละกลุ่มเป็นกรรมการ แสดงว่ามีการทำงานเป็นทีม คือไม่ได้ทำงานแบบเดี่ยว ไม่ได้ไปคนเดียวแต่ไปเป็นทีม  ผมคิดเองว่าสายการนิเทศแบ่งเขตกันสายละ 3 กลุ่ม ทราบว่าตอบออกนิเทศ 2-3 กลุ่มจะออกนิเทศร่วมกัน เพื่อที่จะได้แบ่งปันแลกเปลี่ยน เมื่อได้เรียนได้รู้จากการไปดูก็นำกลับมาพัฒนากลุ่มตนเองต่อไป
    • มีการวางแผนการนิเทศอย่างเป็นระบบ มีการพัฒนาเครื่องมือนิเทศติดตาม ในลักษณะฟอร์มถามเติมติ๊กเขียนตอบ แม้ไม่ได้ส่งมอบไปยังโรงเรียนก่อน แต่ก็มีการแจ้งสื่อสารไปยังโรงเรียนก่อน เพื่อให้รับทราบเป้าหมายของการลงนิเทศ 
    • ผมจับประเด็นได้ว่า วัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการหลักคือ 1) นิเทศตาม "จุดเน้น"  2) นิเทศเพื่อแก้ไข ท่าน ศน.ดุสิต ใช้คำว่า นิเทศเพื่ออุดช่องโหว่ และ 3) นิเทศเพื่อพัฒนาแบบกัลยาณมิตร 
    กระบวนการในการนิเทศ
    • ท่าน ผอ.กลุ่มนิเทศฯ สังเคราะห์ให้ฟังว่า กระบวนการนิเทศโดยทั่วไป ที่ใช้กันอยู่มี 5 ขั้นตอนได้แก่ 
      • ศึกษา  ศึกษาตั้งแต่นโยบายจุดเน้นที่ต้องไป "ชี้ให้เห็น สื่อสารให้เข้าใจ"  ปัญหาที่ต้องการแก้ไขซึ่งต้องไป "เติมให้" และเรื่องอื่นใดๆ ที่ต้องไป "ฟัง" และช่วยเป็นพลังในการพัฒนา 
      • วางแผน ขั้นตอนนี้ ท่านบอกว่า จะมีการประชุมผู้บริหาร เพื่อแจ้งรายละเอียดกระบวนการ กำหนดการ วันเวลา ที่ผ่านมา ใช้เวลานิเทศแต่ละโรงเรียน "ครึ่งวัน" 
      • สร้างเครื่องมือ ขั้นตอนนี้  "ผู้นิเทศ" เป็นผู้พัฒนา  และจะมีการบอกล่วงหน้าให้กับทางโรงเรียน 
      • ลงนิเทศ ตามที่เรียนไว้ข้างต้น แบ่งเป็น 4 สายเดินทาง โดยมีคณะเดินทางจาก 2-3 กลุ่มโรงเรียน
      • สรุปผลการนิเทศ ขั้นนี้มีการจัดประชุมอย่างเป็นทางการ โดยทุกสายจะนำผลที่ได้มา "รายงาน" 
    • ลักษณะของกิจรรมการนิเทศโดยทั่วไป อาจแบ่งได้เป็น 4 สเต็ป คือ 
      • เข้าพบผู้บริหารและครู 
      • สังเกตการสอน  เข้าเยี่ยมห้องเรียน ศน.ท่านหนึ่งบอกว่า จะถามว่า ใช้อะไรสอน เตรียมการสอนไหม ได้อะไรบ้าง กระบวนการสอนเป็นอย่างไร ผลเป็นอย่างไร  ฯลฯ ท่านบอกว่า หากพบว่าครูกำลังสอนอยู่ ก็จะให้สอนไปก่อน เมื่อเสร็จแล้วค่อยมา "นั่งคุยกัน" 
      • ตรวจสอบร่องรอย และตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการต่างๆ 
      • ประชุมสะท้อนผล  เปิดโอกาสให้ครูถาม
    เรียนรู้จากประสบการณ์การนิเทศ
    • ศึกษานิเทศ "ถอดประสบการณ์" ให้ฟังว่า จากการลงนิเทศ ปัญหาที่มักพบ ได้แก่
      • ไม่มีแผนการสอน
      • สอนยึดตามหนังสือ
      • ไม่ให้ความหมายของเรื่องที่สอน .... ผมซักถามท่านต่อนิดหน่อย จนสรุปได้ว่า หากเราแบ่งเป็น 3 ขั้นการสอน (ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ที่นี่) ได้แก่ นิยาม ตีความ และนำไปใช้  สื่งที่ไปเห็นคือ ครูทำไม่เป็นทั้ง 3 ขั้น
      • ครูไม่ครบชั้น 
      • สอนไม่ตรงสาระ
      • ไม่สอนแบบเด็กเป็นศูนย์กลาง
      • ครู "ล้า" หมดแล้ว.......
    • อีกข้อสังเกตที่ผมได้ฟังหลายครั้ง คือ ศึกษานิเทศมักนิเทศในเรื่องที่ตนเองถนัด
    ระหว่างการเดินทางกลับมา มมส. เราทำ AAR กันว่า 


    • ศึกษานิเทศยังไม่ได้ "ปรับกระบวนคิด" หรือ "ปรับกระบวนการในการนิเทศ"  การขับเคลื่อนเรื่องการนิเทศแบบกัลยาณมิตร ที่ ศน. จะไม่ไป "บอก สอน ป้อน สั่ง" แต่จะไปนั่งฟัง แล้วช่วยแก้ไข นั้น ยังไม่ได้รับการกล่าวถึง หรือนำมาเป็นหัวเรื่องสำคัญ 
    • มีศึกษานิเทศบางท่าน ที่ท่านทำดีอยู่แล้ว ทำอยู่แล้ว ซึ่ง สพป. ยังขาดแนวทางชัด ที่จะค้นหา "แนวปฏิบัติที่ดี" นั้น และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันภายใน 
    • เราตกลงว่า เราจะกลับไป คุยกับเพื่อนพี่ศึกษานิเทศอีกโดยด่วน เพื่อที่จะ "ทบทวน" สิ่งที่เราได้พูดไว้ ในกิจกรรมเวทีครู (อ่านได้ที่นี่)
    พักไว้ที่นี่ก่อนครับ