วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_16 : การสอนส่งเสริมการคิดด้วย PBL บนฐานปัญหาชีวิตจริง (๕)

บันทึกที่ ๑ ... 
บันทึกที่ ๒ ... 
บันทึกที่ ๓ ...
บันทึกที่ ๔ ...

ขั้นตอนการ "ออกแบบ" กิจกรรมการเรียนรู้  เริ่มที่การเสนอ "ตัวอย่างรูปแบบ" การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในเวลา ๑๖ อาทิตย์ โดยยึดหลักการในการทำ LTF ที่สำคัญ คือ การเน้น PLC คือเน้นการมีส่วนร่วมในการคิดและออกแบบ เน้นนักเรียนได้ปฏิบัติจริง ผ่านปัญหาหรือสถานการร์จริงๆ เน้นให้ผู้เรียนได้ ฝึกคิด ฝึกทำ ฝึกเรียนรู้ด้วยตนเอง ดังแผนภาพ


ผมเรียกเทคนิคการ "พา (PAR)" ออกแบบๆ นี้ว่า "ทามไลน์การอำนวยการเรียนรู้" (น่าจะตรงกับภาษาอังกฤษว่า "Learning Facilitation Timeline" (LFT))   คือ เริ่มจากเสนอตัวอย่าง รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้น "กระบวนการ" โดยยึดหลักการว่า ผู้เรียนจะได้ "ฝึกคิด ฝึกทำ ฝึกเรียนรู้ด้วยตนเอง และได้นำเสนอแลกเปลี่ยน ฉลองความสำเร็จด้วยตนเอง

วิธีการคือ
  • เขียนเส้นจากบนลงล่าง แล้วกำหนดเป็นเหมือนเส้นจำนวน ตามจำนวนสัปดาห์หรือชั่วโมงที่ใช้ในการเรียนการสอนตามวิชา/หลักสูตรนั้นๆ 
  • เขียนเป้าประสงค์ (KPA) ในการจัดการเรียนรู้นั้นไว้ด้านซ้ายมือของเส้น LFT และเขียนกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ด้ายขวามือ 
  • เขียนบทบาทของครูหรือผู้เกี่ยวข้องไว้ด้านขวามือถัดจากกิจกรรม 
  • เขียนคำสำคัญที่แสดงถึงวิธีการวัดผลประเมินผล KPA ที่กำหนด ลงในช่วงเวลาที่ทำการวัด 
  • ฯลฯ 
ตัวอย่างของการสอนรายวิชาค้นคว้าอิสระของครูเพ็ญศรี ใจกล้า ที่ใช้ในการพัฒนาจนเกิดกลุ่ม "ฮักนะเชียงยืน" (อ่านรายละเอียดที่นี่)



อีกตัวอย่างเป็นรายวิชาที่ผมสอนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย เป็นรายวิชาศึกษาทั่วไป ที่เน้นกระบวนการมากกว่าเนื้อหา เน้นสอนคนมากกว่าสอนวิชา ชื่อวิชาว่า "มนุษย์กับการเรียนรู้"




หลังจากเราใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ต่อไปนี้เป็น LTF คร่าวๆ ที่แต่ละกลุ่มมานำเสนอ การวิพากษ์และอภิปราย LTF ของแต่ละโรงเรียน ทำให้เข้าใจและมั่นใจมากขึ้นที่จะกลับไปใช้ PBL ในโรงเรียนบ้าง เพราะที่ผ่านมายังไม่มี PBL  ที่ดีนักในลักษณะที่เน้นทักษะในศตวรรษที่ ๒๑




















ผม "ปิดวง" ด้วยความสุข และมั่นใจร่วมกันว่า ทุกโรงรียนจะนำแนวทางการออกแบบการเรียนรู้บูรณาการบนฐานปัญหาชีวิตจริงๆ นี้ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนแบบ PBL ทั้งที่เป็น Project-based Learning หรือ Problem-based Learning  เราตกลงกันว่าจะไปเยี่ยมทุกโรงเรียนตอนประมาณเดือนกันยายน ๒๕๕๗ นี้  

ผลจะเป็นอย่างไร จะมาเขียนให้ท่านอ่านต่อนะครับ 




ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_15 : การสอนส่งเสริมการคิดด้วย PBL บนฐานปัญหาชีวิตจริง (๔)

บันทึกที่ ๑ ... 
บันทึกที่ ๒ ... 
บันทึกที่ ๓ ...

หลักการในการออกแบบกิจกรรมที่ได้ยึด "ทำ" มาตลอด คือ การเริ่มให้กลุ่มเป้าหมายเริ่ม "มองตนเอง" ตามด้วย "มองเพื่อน" (หรือคนอื่น) แล้วร่วมกัน "หาวิธีแก้ปัญหา" (อย่างมีหลักวิชา) ก่อนจะกลับมาพิจารณาว่า "ตนเอง" จะต้องมีบทบาทหรือต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไร ในการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการกับ สพป.กส. ๑ ก็ยึดแนวทางนี้มาใช้ โดยให้เริ่มจากการใช้ "หลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียง" พิจารณา บริบท (ภูมิสังคม) ของ "ตนเอง โรงเรียน ชุมชน และสังคมของตนเอง" ใน ๔ "มิติ" เพื่อกำหนด "มติ" ที่เป็น "หัวเรื่อง" หรือ "ปัญหา" ที่จะนำมาเป็นประเด็นหลักในการออกแบบการเรียนรู้แบบ PBL บนฐานชีวิตจริง

เครื่องมือการกำหนดปัญหา/สถานการณ์ หรือ "หัวเรื่อง" (Theme) ของ "PBL" ที่นำมาใช้แล้วได้ผลดีคือ การระดมปัญหาด้วย "ต้น PBL" อ่านได้ที่นี่ พบว่าได้ผลดี แม้แต่ละโรงเรียนจะคิดและแตกต่างไป ดังนี้

  • โรงเรียนนาจำปา บอกว่า จะตั้งหัวเรื่อง "ยางพารา" เพราะโรงเรียนเป็นเจ้าของไร่ยางพารากว่า ๒๐ ไร่ ผมเคยแนะนำเรื่องนี้ไว้ตอนที่ไปเยี่ยมโรงเรียนครั้งแรก อ่านได้ที่นี่  และมีอีกหัวข้อหนึ่งที่อยากทำคือเรื่อง "การเพาะเห็ดฟาง" เพราะเป็นอาชีพเสริมที่ทำกันมาก




  • โรงเรียนชุมชนโพนงามประสาทศิลป์ บอกว่า ใกล้โรงเรียนมีโครงการพระราชดำริ (แก้มลิง)หนองเลิงเปือย ซึ่งครูมองว่า สามารถจักกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการในสถานที่จริงๆ ได้หลากหลาย เช่น ด้านการท่องเที่ยว เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาระบบชลประทานของโครงการเอง การเกษตร และประมงน้ำจืด โดยจะใช้ PBL จากปัญหาจริงๆ หรือเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น น้ำท่วม สัตว์น้ำ รวมถึงเรื่องราวของทหารที่เข้ามาทำงานด้วย ฯลฯ 


  •  โรงเรียนด่านใต้วิทยา บอกว่า "กล้วย" น่าจะเป็นหัวข้อที่เหมาะสมในการสร้างหน่วยการเรียนบูรณาการ เพราะมีความต้องการกล้วย และพื้นที่เพาะปลูกมาก และมีผู้เชี่ยวชาญหรือปราชญ์ชาวบ้าน


  • โรงเรียนบ้านห้วยยาง บอกว่า อ้อยเป็นอาชีพหลักของผู้ปกครอง (ที่เหลืออยู่ จากการอพยบพลัดถิ่นไปหากินในเมือง)

  • โรงเรียนโป่งเชือกศึกษาสถาน ยังคงเหนียวแน่นเรื่อง "ข้าว" เพราะประสบผลสำเร็จเรื่องผลิตภัณฑ์จากข้าวกล้องงอก และได้รับความร่วมมือจากชุมชนอย่างดียิ่ง ผมแนะนำว่า ต้องขยายกระบวนการเรียนรู้ให้ครบวงจรชีวิตของข้าว โดยแยกแบ่งจุดเน้นตามสมควรแต่ละระดับชั้น และเน้นให้ผู้เรียนหรือนักเรียน

  • หนองแวงเหนือ จะใช้ปัญหาของคนในสังคมเป็นฐานการเรียนรู้ โดยกำหนดหัวเรื่องเป็น "ค่านิยมปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องของชุมชน" เช่น การดื่มสุรา สูบบุหรี่ เล่นการพนัน ฯลฯ


  •  มีโรงเรียนหนึ่ง (ไม่ระบุชื่อโรงเรียน) บอกว่า ผ้าพื้นเมืองของชุมชน น่าจะนำบูรณาการทั้งคน งาน อาชีพ วิชาการให้องเรียน และกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ได้ดี


  • มีสองโรงเรียนสนใจเรื่อง "ขยะ" ผมตั้งคำถามว่า "เด็กๆ จะสนใจและอยากที่จะทำเรื่องขยะด้วยหรือไม่" แต่ถ้าเป็นโครงการจิตอาสาเพื่อสังคมอย่าง "เมืองสหัสขันธ์ เมืองน่าอยู่" ของโรงเรียนโนนศิลาไกรฤกษ์ฯ  ย่อมเป็นปัญหาที่มีคุณค่าและความหมายมากแน่ 






  • โรงเรียนบ้านแกหัวแฮดส้มโฮงวิทยา บอกว่า โรงเรียนอยู่ในเขตชลประทาน ปัญหาสำคัญคือต้นทุนในการทำการเกษตร จึงกำหนดหัวเรื่องเกี่ยวกับ "ปุ๋ยชีวภาพ" 

  • บึงวิชัยสงเคราะห์  มีประสบการณ์ที่ดีเกี่ยวกับโครงงานทำน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ซึ่งนักเรียนระดับประถมฯจะทำกันมาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็น "ลองทำตาม" หรือ "ทำตามครู" (อ่าน PBL ที่ดีที่นี่)  ผมจึงเน้นเป็นพิเศษว่า ต้องเป็นโครงงานที่นักเรียนได้เป็น คิด ทำ นำเสนอ ด้วยตัวพวกเขาเอง





 ถึงตรงนี้ เราสมมติว่าโรงเรียนมี "หัวเรื่อง" หรือ "theme" สำหรับการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนเน้นกระบวนการตลอดเทอมแล้ว ขั้นต่อไปคือร่วมกัน "ออกแบบ" กิจกรรมการเรียนรู้ และกำหนดบทบาทของครู (ของตนเอง) และแนวทางในการประเมินผลลัพธ์ต่อนักเรียน 

....อย่างไรก็ดี มีข้อควรระวังสำคัญสำหรับการกำหนดปัญหาว่า นักเรียนต้องเป็นคนกำหนดเอง ครูทำหน้าที่ผู้อำนวยให้นักเรียนได้ระดมสมอง มองปัญหาในมุมของพวกเขาเอง ซึ่งครูต้องกำหนดไว้ใน "ทามไลน์การอำนวยการเรียนรู้" ...  มาดูตัวอย่างในบันทึกต่อไปครับ

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_14 : การสอนส่งเสริมการคิดด้วย PBL บนฐานปัญหาชีวิตจริง (๓)

องค์ประกอบสำคัญของ PLC ประการหนึ่งคือ วิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) คือ เป้าหมายร่วมกัน เป้าหมายที่ "มีความหมาย" ในใจของสมาชิกร่วมกัน หากถึงขั้น "ค่านิยมร่วม" (Shared Value) ก็นับว่าภาพฝันแผ่งความสำเร็จของ PLC

หลังจากเล่าเรื่อง แลกเปลี่ยน เรียนรู้อดีตประสบการณ์ร่วมที่ผ่านมา ผมเริ่ม "อำนวย" (ทำฟา, facilitate) การสนทนาเพื่อที่จะนำปัญหามาสร้างเป้าหมายหรือวิสัยทัศน์ร่วม โดยใช้การบรรยายและเปิดตัวอย่างผลงานของครูเพ็ญศรี ใจกล้า ที่่สามารถพัฒนา "ทำฟา" จนเกิดกลุ่ม "ฮักนะเชียงยืน" ขึ้น

กล่าวซ้ำย้ำทวน

"PLC คืออะไร" ไม่ใช่สาระจำเป็นที่ต้อง "เห็น" ให้ตรงกัน  แต่ "PLC มีไว้ทำไม ทำไมต้องทำ PLC" น่าจะเป็นสิ่งที่แต่ละชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษษ์จะต้องนิยามให้ชัดและตรงกัน ผมนำสไลด์ของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช มา" กล่าวซ้ำ" ต่อเวที KM อีกครั้งเพื่อ "ย้ำทวน" ให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าเรากำลังทำอะไร...

เรากำลังจะเปลี่ยนจาก "เรียนวิชา ไปหา เรียนชีวิต" จาก"สอนหนังสือ ไปสอนคน" "เน้นเนื้อหา มาเป็นเน้นกระบวนการ" จาก "สอนบอกส่งผ่านความรู้ ไปเป็น "ครูฝึกกก" และ เปลี่ยนจาก "เน้นจำอดีต" เป็น "เน้นการคิดสู่อนาคต" 


เรา (หมายถึงทุกคนรวมถึงครู) กำลังทำ ๕ อย่าง เพื่อช่วยให้ครูเปลี่ยน ๓ อย่าง ได้แก่ ๑) ส่งเสริมให้ผู้อำนวยการใช้กระบวนการเชิงราบและกระบวนการกลุ่มในการบริหารงานมากขึ้น ๒) ชวนให้ศึกษานิเทศก์ช่วยเหลือครูอย่างเป็นกัลยาณมิตร ๓) ครูเปลี่ยนมาใช้จิตวิทยาเชิงบวกอย่างจริงจังและลงรายละเอียด ๔) ครูหันมาเน้นการฝึกทักษะ เน้นกระบวนการมากกว่าสอนเนินวิชาแบบ "บอก สอน ป้อน สั่ง" และ ๕) เปลี่ยนจากการเรียนเดี่ยว สอนเดี่ยว มากเป็นการทำงานเป็นทีม ครูทำงานแบบ PLC นักเเรียนๆ แบบ PBL มากขึ้น  โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยง ห้องเรียน+กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และ + กิจวัตรในชีวิตประจำวัน เข้าด้วยกัน


วิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision)

ผมเปิดคลิปวีดีโอ ๒ คลิบด้านล่างนี้แบบรวบรัด ผสมพูด "จับประเด็น" เพื่อสื่อสารให้เห็นชัดว่า "กลุ่มฮักนะเชียยืน" ทำอะไร แล้วตั้งคำถามสั้นๆ ว่า "เห็นอะไรในเด็กกลุ่มนี้" ก่อนจะอภิปรายเล่าความเป็นมาของการพัฒนานักเรียนของครูเพ็ญศรี ใจกล้า และทีมครูที่โรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม... ทุกคนเห็นด้วยว่า นักเรียนกลุ่มนี้มีทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ และเห็นด้วยที่จะออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบนี้บ้าง ...







PAR(พา)กันออกแบบกระบวนการเรียนรู้แบบ PBL

ผมออกแบบขั้นตอนการ "พา" (PAR, Participatory Aciton Research) เพื่อให้เราเข้าใจในเบื้องต้นและได้แนวทางในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้แบบ PBL ของ PLC ครู แล้วเรียกว่า "๗ ขั้นตอนออกแบบการเรียนรู้แบบ PBL" ดังสไลด์นี้ โดยแบ่งกลุ่มย่อยรายโรงเรียน (กลุ่มละ ๓ คน ผอ.๑ ครู๑ ศน.๑)

เริ่มด้วยการพิจารณา "ตนเอง" ใน ๔ มิติ หาสิ่งที่เรามี เราไม่มี อะไรที่ดีต่อการนำมาเป็น "ทุน" ในการออกแบบการเรียนรู้  นี่เป็นขั้นแรกที่เรานำ "หลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียง" มาใช้ในด้านการศึกษา สำหรับผู้บริหารการศึกษาและครูทุกคน



ขั้นกำหนดปัญหาที่มีคุณค่า มีความหมาย ด้วยวิธีเทคนิคง่ายๆ แต่ได้ผลดี ของครูเพ็ญศรี ใจกล้า มาว่ากันต่อบันทึกหน้านะครับ




ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_13 : การสอนส่งเสริมการคิดด้วย PBL บนฐานปัญหาชีวิตจริง (๒)

บันทึกที่ ๑ ... 



ผมเขียนประสบการณ์ทำงานขับเคลื่อน PLC เพื่อพัฒนาครู ๑๒ โรงเรียน ในเขตพื้นที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต ๑ แบบตรงไปตรงมา เขียนในสิ่งที่ "เห็น" และ "เชื่อว่าเป็น" ด้วยความมุ่งมั่นว่า น่าจะมีประโยชน์กว่า "งานวิจัยเชิงปริมาณ" (แบบระเบียบวิธีวิจัยตะวันตก ทำให้เจตคติเกี่ยวกับ "การวิจัย" ซึ่งควรจะ "ง่าย และทำให้มีความสุขกับการพัฒนา" กลายเป็นเรื่อง "ทุกข์" และ "ยาก" ไม่อยากทำไปในปัจจุบัน) บันทึกนี้เป็นสรุปผลการ KM ที่เห็นจากการทำงานตลอด ๔ เดือนกับ สพป.กส.๑

ในรายงานฉบับสมบูรณ์ (ดาวโหลดที่นี่) ผมสรุปปัญหาและแนวทางแก้ไขจากมุมมองของทั้งครู ผู้บริหารโรงเรียน จากบุคลากรจากเขตการศึกษา และจากข้อค้นพบของผู้วิจัย (ผมและอาจารย์มหาวิทยาลัยอีก ๓ ท่าน) โดยใช้กรอบกระบวนการในการพัฒนาครู ๕ ประการ  ดังที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ตอนต้น ได้แก่ 

  • ๑) ผู้อำนวยการใช้กระบวนการเชิงราบ    
  • ๒) นิเทศแบบกัลยาณมิตร Coaching, Mentoring, Counseling แบบตามติดต่อเนื่อง 
  • ๓) ครูใช้จิตวิทยาเชิงบวก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เรียน   
  • ๔) เน้นกระบวนการเรียนรู้ และ 
  • ๕) การทำงานเป็นทีม สร้างชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ (Professional Learning Community)  หรือ PLC  สรุปได้ดังนี้ 




ผู้อำนวยการใช้กระบวนการเชิงราบ 
 

๑) ผู้บริหารและบุคลากรจากเขตพื้นที่การศึกษาสะท้อนปัญหาการมาสายและการไม่สอนของครูในขณะที่ครูสะท้อนว่าผู้บริหารก็มีปัญหาเดียวกัน ผู้บริหารต้องการให้ครูประพฤติตนเป็นแบบอย่างแก่นักเรียน ในขณะที่ครูต้องการให้ผู้บริหารประพฤติตนเป็นแบบอย่างต่อตนเองเช่นกัน  ปัญหานี้อาจเกิดในระบบการทำงานเชิงดิ่งแบบสั่งการ และมอบหมายหน้าที่ตามตัวชี้วัด โดยไม่ได้เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นและร่วมกันกำหนดวิธีการดำเนินการเท่าที่ควร


๒) ผู้บริหาร และบุคลากรจากเขตพื้นที่การศึกษามีความเห็นแตกต่างกันในระดับความรุนแรงของแต่ละปัญหา ตัวอย่างเช่น หลายท่านเห็นว่าปัญหาการมาสายเป็นปัญหาระดับไม่รุนแรง แต่หลายท่านเห็นว่าเป็นปัญหารุนแรง และมีอีกบางท่านที่เห็นว่ารุนแรงมาก แสดงถึงความไม่มีเอกภาพในด้านเป้าหมายหรือลำดับความสำคัญของเป้าหมายในการพัฒนาครูร่วมกัน 


๓) ผู้บริหารและบุคลากรจากเขตพื้นที่การศึกษามีความเห็นว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดต่อการพัฒนานักเรียนคือ ครูไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอนและไม่เตรียมการสอน ในขณะที่ครูสะท้อนว่าภาระงานอื่นที่ต้องรับผิดชอบมีมากเกินไป ทำให้ไม่สามารถทุ่มเทให้งานสอนและดูแลนักเรียนได้เต็มที่  สะท้อนถึงความไม่สมดุลของศักยภาพ ความยากง่าย และปริมาณงาน ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการบูรณาการและการทำงานเชิงราบ  


๔)  บางโรงเรียนมีวัฒนธรรมการทำงานแบบเชิงราบอยู่แล้วขึ้นอยู่กับบุคลิกและวิธีการทำงานของผู้บริหาร


นิเทศแบบกัลยาณมิตร


๑) ครูต้องการแรงจูงใจ และกำลังใจ ต้องการการเสริมแรงด้านบวกจากผู้บริหารและศึกษานิเทศก์

๒) ทั้งผู้บริหาร และครู เห็นตรงกันว่า ควรมีการนิเทศภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ โดย เฉพาะการนิเทศการเรียนและการสอน

๓) โรงเรียนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน แต่กิจกรรมความร่วมมือเป็นด้านการสนับสนุนงบประมาณมากกว่าด้านกิจกรรมการเรียนรู้

๔) ครูต้องการให้บุคลากรจากเขตพื้นที่การศึกษานำสิ่งใหม่ๆ มาแนะนำ เช่น สื่อนวัตกรรม เทคนิคการสอนใหม่ๆ

๕) ผู้บริหาร บุคลากรของเขตพื้นที่การศึกษา และครู มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันอย่างยิ่ง

๖) โรงเรียนมีความพึงพอใจต่อการทำงานของบุคลากรจากเขตพื้นที่การศึกษาด้านการนิเทศดูแล 


ด้านการใช้จิตวิทยาเชิงบวกในการพัฒนานักเรียน


๑)  ครูมองว่าตนเองควรจะทำตนเป็นแบบอย่างที่ดี ปรับพฤติกรรมเป็นกัลยาณมิตรกับนักเรียน ดูแลนักเรียนรายบุคคล เตรียมการสอนและมีแผนการสอน และจัดกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ต่างๆ

๒)  ปัญหานักเรียนไม่สนใจเรียน ไม่ตั้งใจเรียน หนีเรียน

๓)  นักเรียนมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่เคารพครู กริยาไม่อ่อนน้อมถ่อมตน

๔)  ผู้บริหารและเพื่อนครู เห็นว่าครูยังขาดจิตวิทยาการสอน เช่น การพูดจาไม่สุภาพ ดุด่า ด่าทอนักเรียน และทำโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุ เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไขด่วน

๕)  ครูยังไม่ได้นำหลักด้านจิตวิทยาการเรียนรู้มาใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนอย่างจริงจัง

๖)  การเตรียมความพร้อมนักเรียนด้วยการทำสมาธิ ทำบุญ บำเพ็ญประโยชน์ ยังไม่มีการนำกระบวนการพัฒนานักเรียนจากภายใน เช่น จิตศึกษา จิตปัญญาศึกษา มาใช้

ด้านจัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการ


๑) ผู้บริหารและบุคลากรจากเขตพื้นที่การศึกษา เห็นร่วมกันว่า ปัญหาเร่งด่วนของครูคือ ไม่ปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน ไม่มีสื่อ ไม่มีเทคนิคการสอน และไม่พัฒนาตนเอง

๒) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่เป็นไปตามมาตรฐาน คือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ อ่านไม่คล่อง เขียนไม่คล่อง

๓)  การจัดการเรียนการสอนของครูยังเน้นการถ่ายทอดเนื้อหาโดยยึดเนื้อหาตามหลักสูตร


ด้านการทำงานเป็นทีม และการสร้าง PLC


๑)  การทำงานของครูยังเป็นแบบสอนเดี่ยว ทำงานแบบเดี่ยว ประเมินเดี่ยว กระบวนการทำงานเป็นทีมของครู หรือ PLC_ครู ยังไม่เกิดขึ้นชัดเจน

๒)  ยังไม่มีกระบวนประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร่วมกันระหว่างโรงเรียน  ยกเว้นการทดสอบจากส่วนกลาง เช่น O-Net ฯลฯ

๓)  มีความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชนและผู้ปกครอง แต่โดยมากเป็นลักษณะความร่วมมือด้านทรัพยากรสนับสนุน ยังไม่พบกิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาการเรียนรู้ร่วมกัน 


ข้อเสนอแนะ


ผมมีข้อสังเกตประการสำคัญคือ ในขั้นตอนการพัฒนาครู ได้รับผลสะท้อนจากครูว่า ได้เรียนรู้แนวทางและวิธีการต่างๆ ในการพัฒนานักเรียน แต่เมื่อไปนิเทศติดตามพบว่า ครูไม่ได้นำกลับไปใช้มากนัก แสดงว่าต้องมีข้อจำกัดบางประการ หรือสาเหตุปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ครูไม่สามารถนำไปใช้ได้

ผมมีข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาครู ดังนี้ 


๑)  พัฒนาต่อเนื่องใน ๕ ประเด็นคือ การบริหารเชิงราบ การนิเทศแบบกัลยาณมิตร การใช้จิตวิทยาเชิงบวก การสอนเน้นทักษะและกระบวนการ และการสร้าง PLC เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑

๒) พัฒนาให้มีระบบนิเทศภายในโรงเรียน โดยเฉพาะด้านการเรียนการสอน

๓) พัฒนาให้มีระบบการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่ครอบคลุมทั้งความรู้ ทักษะ และเจตคติ โดยให้เป็นหน้าที่ของ PLC ซึ่งต้องมีครูเป็นผู้ออกข้อสอบ

๔) จัดให้มีเวทีถอดบทเรียนครูต้นแบบหรือแนวปฏิบัติที่ดี (BP)

๕) ส่งเสริมให้มีระบบพี่เลี้ยงและการนิเทศแบบกับยาณมิตรของพี่เลี้ยง


วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_12 : การสอนส่งเสริมการคิดด้วย PBL บนฐานปัญหาชีวิตจริง (๑)

วันที่ ๑๔-๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗  CADL ขับเคลื่อน PLC กับกลุ่มเป้าหมาย ๑๒ โรงเรียน จาก สพป. กาฬสินธุ์ เขต ๑ ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เราตั้งใจเสนอรูปแบบการสอนผ่านปัญหาชีวิตจริงๆ (PBL) ให้กลุ่มเป็าหมายคือผู้อำนวยการโรงเรียนและครูเพื่อศิษย์โรงเรียนละ ๑ คน ได้ทดลองนำไปใช้ ก่อนที่เราและศึกษานิเทศก์จะตามไปเชียร์ในเดือนกันยายน จึงได้ออกแบบกิจกรรมเชิง "ขับเคลื่อน" มากกว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แม้ว่าตอนแรกๆ จะเน้น "การจัดการความรู้" อย่างไรก็ตาม กิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในความพยายามในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยการเสริมสร้างเครือข่ายเชิงพื้นที่ หรือ LLEN ที่เราบรรจุไว้ในแผนงานของสำนักศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยให้ CADL เป็นคณะทำงาน

การออกแบบกิจกรรม จึงเน้นเป็นขั้นตอน "แลกเปลี่ยนเชิงปฏิบัติการ" ดังนี้ครับ
  • ทีม CADL เล่าถึงข้อค้นพบและประเด็นสาระที่สำคัญๆ และอภิปรายปัญหาและอุปสรรคร่วมกัน อ่านได้ในรายงานฉบับสมบูรณ์ที่นี่ครับ
  • ร่วมกันกำหนดเป้าหมายร่วม ส่วนนี้ผมใช้นักเรียนกลุ่ม "ฮักนะเชียงยืน" ของโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคมเป็นเครื่องมือ นำให้ทุกคนได้สะท้อนและอภิปรายสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์งานของครูเพ็ญศรี ใจกล้า
  • นำเสนอ "รูปแบบการเรียนรู้แบบ PBL บนฐานปัญหาจริงๆ" ซึ่งผมเตรียมไปนำเสนอ 
  • ทำ Work Shop เพื่อกำหนดปัญหาหรือหัวเรื่องของโรงเรียน และสร้าง "แผน PLC แผ่นเดียว" 
  • จบด้วยการนำเสนอและสะท้อน อภิปราย และวิพากษ์ ให้แผนชัดเจนขึ้น 
ผม AAR ว่า เราประสบผลสำเร็จในกิจกรรม PLC  นี้อย่างสูง ผมคิดว่าศึกษานิเทศก์ที่ สพป.กส. เขต ๑ นี้ มีวัฒนธรรมทำงานที่ดี เป็น PLC ที่มีคุณภาพสูงอยู่แล้ว ทั้งวิสัยทัศน์ร่วม ความสามัคคี และจิตใจที่ทุ่มเทเอาใจใส่เรียนรู้ในงานของตนเอง  ทั้งท่านรอง ผอ.เขตฯ และ ผอ.กลุ่มนิเทศ อยู่กับเราตั้งแต่ต้นจนจบ คุณครูที่มาก็ให้ความร่วมมือ ร่วมคิด ร่วมเสนอเต็มที่ .... เรามีความสุขและพลังขึ้นอีกเยอะ แม้ว่า เราจะไม่ได้เสนองานที่ผ่านมาในลักษณะงานวิจัยเชิงปริมาณ  แต่ทุกท่านก็เข้าใจและให้โอกาสในการทำงานนี้ต่อไป

บันทึกต่อไป จะมาให้รายละเอียดของกระบวนการครับ








ดูรูปทั้งหมดที่นี่ครับ