วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_27 : ถอดบทเรียน BP อ่านออกเขียนได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ (๓) "บ้านบ่อโมเดล"

บันทึกที่ ๑
บันทึกที่ ๒ "คำโพนทองโมเดล"
บันทึกนี้ มีเรื่อง "บ้านบัวโมเดล" มาเล่าให้ฟังครับ ...

ศาสตราจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการนิด้า (NIDA) เสนอว่า "ควรสร้างโรงเรียนประจำ"  เพราะโรงเรียนประจำจะแก้ปัญหา "โรงเรียนขนาดเล็ก" กว่าสามหมื่นแห่งทั่วประเทศ ๔ ประการหลัก คือ ๑) แก้ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ ซึ่งอนุมัติต่อรายหัวของนักเรียน ๒) ครูไม่ครบชั้น ๓) ขาดวัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ สืบเนื่องจากข้อแรก   และ ๔) ขาดการดูแลจากผู้ปกครอง (อันนี้รุนแรงจริงครับ... อ่านบทความท่านเผยแพร่ได้ที่นี่ครับ)

ในฐานะคนในพื้นที่ ผมเห็นด้วยกับท่านเต็มที่ แม้จะมีอุดมการณ์ส่งเสริมการสร้าง "โรงเรียนของชุมชน" ซึ่งส่วนหนึ่งรณรงค์ต่อต้านการยุบโรงเรียนขนาดเล็กผ่าน Change.org เพราะขณะนี้ไม่อยู่ในสถานการณ์ที่เราจะทำอย่างนั้นได้ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม "ห้ามนโยบายเหมาเข่ง" เด็ดขาด ...

เมื่อยุบก็ไม่ได้ เพิ่มครูหรือเติมเงินก็ไม่ได้ จึงเกิดนโยบายครูตู้จากท่านนายกตู่ขึ้น คือนำ DLTV มาใช้ในโรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมด ... ซึ่งผมคิดว่าเป็นแนวคิดที่ดีในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ... แม้ว่าจะอันตรายหากตีความว่า "ครูจะสบาย" หากใช้นโยบายนี้...

หลังจากใช้นโบาย DLTV ต่อไปนี้คือรูปแบบกิจวัตรของโรงเรียนขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ซึ่งผมว่าน่าจะคล้ายๆ กันทั้งประเทศ



สังเกตว่า กิจวัตรของโรงเรียน หรือ "โรงเรียนวัตร" จะแตกต่างๆ กันระหว่างโรงเรียนได้เพียงช่วงต้นและช่วงท้ายของวัน  ในกรณีของโรงเรียนแห่งนี้ ใช้กิจกรรม BBL ๒ ฐาน ใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาที ก่อนจะเข้าห้องเรียนจาก DLTV ตามตาราง และมีการสอนเสริมช่วงบ่ายสองครึ่งถึงบ่ายสามครึ่ง มอบการบ้านก่อน จึงเลิกโรงเรียนไป ...

ความยากของ "ครูจริง" คือ ต้องทิ้งบทบาทเดิมๆ ให้ "ครูตู้" หันมาเป็น "ผู้อำนวยการเรียนรู้"  ผมคิดว่า นี่เป็นโอกาสทองของผู้อำนวยการโรงเรียน ที่จะ "ปรับวิธีการเรียน เปลี่ยนวิธีการสอนของครู"  ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบาย "สอนน้อย เรียนมาก" ของรัฐบาลต่อไป ...

ระบบการจัดการเรียนรู้ของครูที่โรงเรียนบ้านบ่อโนนมะค้ำวิทยาคาร เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างครูกับผอ.ที่ทำงานร่วมกัน ดังถอดบทเรียนได้ดังแผนภาพด้านล่าง



แม้ว่าโรงเรียนบ้านบ่อโนนมะค้ำวิทยาคาร จะต้องดำเนินการสอนแบบ ทามไลน์ ของโรงเรียน DLTV ทั่วไป แต่โรงเรียนก็เลือกใช้เพียงบางวิชาเท่านั้น ส่วนรายวิชาหรือชั้นเรียนใด ที่โรงเรียนมีพร้อมก็จะจัดการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมระหว่างครูกับผู้อำนวยการ ดังมีขั้นตอนตามแผนผังข้างต้น ดังนี้
  • กำหนดเป้าหมายตามหลักสูตรร่วมกัน 
  • เตรียมการสอนโดยเน้นนวัตกรรมและสื่อเทคโนโลยีต่างๆ  ขั้นนี้ครูทุกคนจะออกแบบการสอนตามวิธีของตนเอง เขียนในแผนการสอน ก่อนขั้นตอนการเสนอให้ ผอ.พิจารณาต่อไป 
  • ผอ. พิจารณาเห็นสมควร หรืออ่านให้ปรับปรุงบางส่วน เช่น อาจแนะนำส่งเสริมให้ใช้สื่อ หรือปรับนวัตกรรมการสอนให้ดีขึ้น โดยให้ครูเอาแผนฯ กลับคืนไปปรับใหม่ 
  • หาก ผอ. อนุมัติ ครูก็จะจัดการเรียนการสอนตามแผนฯ ของตนเอง  ซึ่งรวมกระบวนการประเมินผลในแผนด้วย 
  • ผอ. และครูร่วมกัสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ เพื่อนำเอาความรู้หรือปัญหาใหม่ ไปปรับปรุงในวงรอบต่อไป 
สังเกตว่า ผอ. กับ ครู จะรู้กันทุกขั้นตอน... ระบบนี้ดีครับ แต่คงต้องมีรายละเอียดและตัวอย่างมาเสนอต่อไป ผู้อ่านจึงจะสามารถนำไปใช้ได้จริงๆ ....

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_26 : ถอดบทเรียน BP อ่านออกเขียนได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ (๒) "คำโพนทองโมเดล"

บันทึกที่ ๑

โมเดลแรกสำหรับการแก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ของโรงเรียนขนาดเล็ก จาก PLC กาฬสินธุ์ เป็น BP จากโรงเรียนคำโพนทองราษฎร์นิยม ต.โคกสมบูรณ์ อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์
ปัจจัยของความสำเร็จอยู่ที่ความขยันของครูสุชาดา กมลเรือง และผู้อำนวยการที่สนใจและให้ความสำคัญกับการเรียนการสอน ผอ.สังวาล อุดมรัตน์  ท่านทั้งสองใช้คำว่า "เรียน ย้ำ ซ้ำ ทวน" แทนกระบวนการ ๔ ขั้นของกิจวัตรของการเรียนรู้ของนักเรียน  และเรียกโมเดลนี้ว่า "คำโพนทองโมเดล"  (KP-Model)


กระบวนการ ๔ ขั้นตอนในแต่ละวัน คือ "เรียน ย้ำ ซ้ำ ทวน" หลังจากการเรียนจาก DLTV หรือครูตู้ตามนโยบายโรงเรียนขนาดเล็ก  ดังมีรายละเอียดขั้นตอนดังนี้

ขั้น "เรียน"  ในที่นี้หมายถึงเรียนคำศัพท์พื้นฐานใหม่ หรือคำศัพท์ใหม่ๆ ที่ครูนำมาจากบทเรียนในวันนั้นๆ เอามาให้นักเรียนฝึกอ่าน ฝึกเขียน และทำใบงาน โดยครูจะมอบหมายให้ไปทำเป็นการบ้าน  ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ ๓๐ นาที จาก ๑๕.๐๐ น. ถึง ๑๕.๓๐ น. ของทุกวัน

ขั้น "ย้ำ" เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองซึ่งได้ตกลงและทราบบทบาทหน้าที่ของตนเองแล้ว โดยการประสานของผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ปกครองจะมีบทบาทในการกระตุ้นให้นักเรียนเอาการบ้านมาทำให้ดู โดยให้ผู้ปกครองอยู่ด้วยช่วยสอนจนทำเสร็จ เรียกได้ว่าเป็นการ "ย้ำ" ทำให้เด็กสามารถจำได้ดีขึ้น  ช่วงนี้ ผอ.และครูสุชาดา บอกว่า มักจะทำกันช่วง ๒๐.๐๐ น. -๒๑.๐๐ น. ของทุกวัน

ขั้น "ซ้ำ" กระบวนการนี้เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ที่ครูสุชาดาจะรอเด็กๆ อยู่ที่หน้าประตู พอเจอครูเด็กทุกคนต้องแสดงให้ดูทันทีว่า การ "เรียน" ละ "ย้ำ" มาตั้งแต่บ้านและที่จากโรงเรียนเมื่อวานนี้  ถ้าเด็กอ่านยังไม่ได้ จะได้รับการสอนย้ำ ซ้ำ อีกครั้งหนึ่ง และให้แก้ไขให้ถูก หรือมอบหมายเพื่อขายความรู้เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับคำเหล่านั้น

ขั้น "ทวน" คือให้นักเรียนเอาสิ่งที่แก้ไข กลับมาให้อาจารย์ดู และอ่านให้ฟังอีกครั้ง ก่อนจะให้แต่งประโยค หรือเขียนเรื่องจากประโยคเหล่านั้น เหมือนกับเพื่อนที่ทำได้ ไม่ต้องแก้ไขใดๆ ได้รับมอบหมายให้ทำไปก่อนแล้ว

สรุปแล้ว เมื่อรวม ๔ ขั้นตอน นักเรียนจะได้ ย้ำ ซ้ำ ทวน เป็น ๓ รอบการเรียนรู้ ที่ครูและผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการอำนวยการเรียนรู้ของเด็กๆ ซึ่งแสดงได้ดังแผนผังได้ล่าง


ผอ. สังวาล ท่านเน้นเรื่องการลงมือทำ คือ "มือต้องใหญ่" ใจต้องประสาน ทั้ง "บ้าน วัด โรงเรียน" หลักคิดที่สำคัญคือของท่านคือ ต้อง "ทำเป็นแบบอย่าง" และ "การสอน" ครูต้องทำหน้าที่สองอย่างนี้ให้ดีที่สุด เพื่อให้เด็กเป็น "คนดี คนเก่ง" ที่มีคุณธรรม นำความเป็นไทยและอยู่ในยุคอาเซียนได้ต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_25 : ถอดบทเรียน BP อ่านออกเขียนได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ (๑)

วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘  ผมไปร่วมอาจารย์สายรุ้ง น้อยนาจารย์ ศึกษานิเทสก์ สพป. กาฬสินธุ์ "ถอดบทเรียน" ครูและผู้อำนวยการจากโรงเรียนประมาณ ๒๒ แห่ง ในเขตพื้นที่ สพป.กส. เขต ๑ เป็นส่วนหนึ่งของความพยามตามนโยบายอ่านออกเขียนได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

ความคาดหวังของท่านคือ ได้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ดีหรือ BP (Best Practice) จากโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายในวันนี้ และอยากรู้วิธีบริหารจัดการและสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร กลุ่มเป้าหมายจึงเลือก ผู้อำนวยการโรงเรียน ๑ และครูแกนนำ ๑ รวมแล้วประมาณ ๔๐ คน .... ผมแนะนำท่านอาจารย์สายรุ้งว่า เราควรเน้นถึงความสำเร็จ นั่นคือเกริ่นนำด้วยสาเหตุที่กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ถูกเลือก ท่านกล่าวถึงผลการสำรวจด้วยเครื่องมือของหน่วยงานแห่งหนึ่ง ที่การันตีว่า โรงเรียนที่เลือกมาในวันนั้น "อ่านออก เขียนได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์"

เริ่มด้วยเปิดใจและสร้างเป้าหมายร่วม

ผมนำละลายพฤติกรรมโดยให้ทำกิจกรรมวาดรูปตนเอง วาดรูปใดๆ ที่สื่อได้ถึงตนเอง สื่อได้ถึงสไตล์การทำงานของตนเองที่ทำให้ประสบผลสำเร็จ ได้คุณลักษณะสำคัญของครูและผู้บริหาร ดังนี้ครับ


  ผอ.สังวาล บอกว่า เป็นผู้บริหารโรงเรียนต้อง "ตาโต หัวโต มือใหญ่ ปากเล็ก" คือต้องคอยสังเกต ตรวจตราดู มีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง เป็นนักคิด นักพัฒนา ทำให้มาก ประสานให้มาก แต่พูดให้น้อยๆ ...


ท่านหนึ่งบอกว่า ผอ.ที่ดีต้องมีพันมือ (หลายมือ) บริหารจัดการและทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กันได้ดี ต้องมีความเข้มแข็งจริงจัง เสียงดัง มีพลังเต็มเปี่ยม เปรียบเหมือนใบหน้าหนวดเข้มขรึม นอกจากนี้ สิ่งที่ทุกคนต้องถามคือ ทำไมต้องเห็นกางเกงในสีชมพู คำตอบคือ ต้องเปิดเผยและอ่อนน้อม ประณีประนอม ...  สุดยอดไปเลยครับ


รูปนี้ จากครูดี ครูเพื่อศิษย์ อย่างแท้จริงครับ ท่านบอกว่า การทำหน้าที่ครูคือการทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน และต้องสอนให้เด็กเป็นคนดีที่ไม่หวังผลตอบแทนด้วย ...

ผมตีความจากภาพนี้ว่า ครูต้องมอบของที่มีคุณค่าให้กับนักเรียน เป็นนักสร้างสื่อ นับถือคุณความดีความหลักศาสนาที่ตนนับถือ


ท่านนี้บอกว่า หน้าที่ของครูคือพานักเรียนข้ามผ่านปัญหาอุปสรรค์ (ขวากหนาม)ต่างๆ ไปสู่ความสำเร็จในชีวิต มีอาชีพที่ดีในอนาคต

ขั้นตอนการเตรียมตัวเล่าเรื่อง

หลังกระบวนนี้ ผมใช้วิธีให้ครูจับกลุ่มๆ ละ ๓ คน ให้คนที่หนึ่งเล่าเรื่อง คนที่สองฟังและซักถาม ส่วนคนที่ ๓ เป็นคนจดบันทึกประเด็นสำคัญ ๆ โดยให้เวลาคนละ ๗ นาที ก่อนจะเวียนให้ครบทุกคน แล้วให้แต่ละคนทำ timeline เพื่อขยายกระบวนการให้ละเอียดมากขึ้น

ขั้นตอนการถอดบทเรียนเขียนเป็นชิ้นงานเพื่อสื่อสารแลกเปลี่ยน

หลังรับประทานอาหารกลางวัน กิจกรรมคือแบ่งกลุ่มรายโรงเรียน แล้วร่วมกันถอดบทเรียนของโรงเรียน ลงบนกระดาษปลู๊ฟ เหมือนเป็นชิ้นงานแบบหนึ่ง ก่อนจะนำเสนอแบบคล้ายโปสเตอร์ข้างฝา ให้แต่คนเวียนมาแลกเปลี่ยน

บันทึกต่อไป จะเล่าอธิบายถึงรูปแบบการทำงานที่ทำให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นะครับ





วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_24 : "หนังสั้น" กับ PBL (๑)

วันนี้ (๔ มิถุนายน ๒๕๕๘) CADL ได้รับโอกาสร่วมเวที PLC "หนังสั้นกับPBL" ของครูการงานอาชีพและเทคโนโลยี ของโรงรียนขยายโอกาส ในสังกัด สพป. กาฬสินธุ์ เขต ๑ จำนวน ๔๐ คน ครอบคลุม ๖ ตำบล ซึ่ง ดร.นุชรัตน์ ประสิทธิศิลป์ชัย และเพื่อนศึกษานิเทศก์กำลังขับเคลื่อนอย่างแข็งขันต่อเนื่อง นับแต่เราจัดค่ายครูนักเรียนเรื่องนี้ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วซึ่งผมสรุปองค์ความรู้เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบ RL-PBL ไว้ที่นี่ 

เวที PLC ครั้งนี้ มีเป้าหมายที่จะ "ติดเครื่องมือ" ให้กับครูกลุ่มเป้าหมาย ๒ อย่าง ได้แก่ การจัดการเรียนรู้บนฐานโครงงาน หรือ Project-based Learning (PBL) และ การทำภาพยนต์สั้นหรือการทำ "หนังสั้น" ที่กำลังเป็นที่นิยมในยุคนี้

ทำไมต้อง PBL?

ผมตั้งคำถามเพื่อสรุปตอนท้ายว่า "ทำไมต้อง PBL?" คุณครูท่านหนึ่งตอบอย่างเข้าใจและชัดเจนทันทีว่า "เพราะการจัดการเรียนรู้แบบ PBL ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือทำ"  ท่านต่อมาบอกว่า "เพราะทำให้นักเรียนได้คิด" อีกท่านบอกว่า "เพราะ PBL จะทำให้นักเรียนได้ความรู้ใหม่ๆ" ผมเสนอเติมเพิ่มอีกข้อสำคัญคือ การจัดการเรียนรู้จะทำให้นักเรียนสนุก มีความสุขที่ได้เรียน .... ใช่เลยครับ เพราะทั้ง ๔ ประเด็นนี้ มีทฤษฎีและผลงานวิจัยรองรับและได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ได้ผลจริงและเหมาะสมกับศตวรรษที่ ๒๑  ดังนี้

การเรียนรู้แบบ PBL เป็นหนึ่งในวิธีการจัดการเรียนรู้แบบรู้จริง (Mastery Learning) ซึ่งเชื่อว่า "การเรียนรู้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนักเรียนได้คิดหรือได้ทำด้วยตนเองเท่านั้น" และเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือทำ และส่งเสริมให้นักเรียนได้สร้างสรรค์และนำเสนอผลงานของตนเอง สอดคล้องกับปิรามิตการเรียนรู้ด้านล่าง

การจัดการเรียนรู้แบบ PBL ที่ถูกต้อง นักเรียนจะได้ "ฝึกคิด" และ "ฝึกทำ" ในที่นี้ คือ ฝึกคิดเกี่ยวกับงาน เช่น วิเคราะห์ วางแผน และแก้ปัญหาต่างๆ ได้ฝึกทำงานเป็นทีม ครูมีบทบาทเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ โดยการ "ตั้งคำถาม" เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิดและสะท้อนการเรียนรู้ของตนเอง (ถามคือสอน สะท้อนคือเรียนรู้) วิธีการแบบนี้จะทำให้นักเรียนเกิดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะการทำงานเป็นทีม และทักษะการแก้ปัญหา ฯลฯ เหล่านี้คือทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ ที่ทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ในตนเอง (Constructivism) ได้อย่างรวดเร็วและไม่หยุดยั้ง

การจัดการเรียนรู้แบบ PBL บนฐานชีวิตจริง (หรือผมเรียกว่า RL-PBL) คือครูสร้างสถานการณ์ให้นักเรียนได้ลงพื้นที่ไปสัมผัสของจริงในชุมชน เช่น ปัญหาชุมชน แหล่งเรียนรู้หรือภูมิปัญญา ผลิตภัณฑ์ หรือแหล่งผลิตต่างๆ ในท้องถิ่น  นอกจากนักเรียนจะเกิดทักษะการเรียนรู้ข้างต้นแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อ "ทักษะชีวิต" และ "ความรู้จักตนเอง รู้จักรากเหง้า ท้องถิ่นของตนเอง" อันเป็นปัจจัยส่งเสริมให้รักและภูมิใจในท้องถิ่น เกิดจิตอาสาที่จะพัฒนาและรักษ์และหวงแหนทรัพยากรในท้องถิ่น

การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิดเอง วางแผนเอง ลงมือทำเอง และได้รับโอกาสในการเสนอผลงานของตนเอง  ทำให้นักเรียนมีโอกาสที่จะรู้สึกว่า "ฉันทำได้" "ฉันคิดได้" และ "ฉันเป็นคนสำคัญ" พึ่งตนเองได้ (ฉันมีดี ฉันมีความรู้ ความสามารถ) ซึ่งจะทำให้ภูมิใจในตนเอง เกิดความมั่นใจในตนเอง ส่งผลให้เกิดความกล้า กล้าคิด กล้าทำ กล้าเรียน กล้าถาม กล้าเรียน และ "มีความสุข สนุกที่ได้เรียน" ...


ทำไมต้อง "หนังสั้น"

นักประสาทวิทยาศึกษาพบว่า สมองมีแนวโน้วจะขี้เกียจ สมองจะไม่ชอบอะไรที่ยาก หากเจอสิ่งที่รู้สึกว่ายาก สมองจะหลบไปทำสิ่งที่ง่ายกว่าและทำได้ดีกว่า ความจริงไม่ต้องวิจัย เราก็รู้ข้อเท็จจริงนี้ได้จากการสังเกต "ใจ" ของตนเองได้ เพราะในศาสตร์ทางพุทธ พระพุทธเจ้าสอนไว้นานมากแล้ว ว่า "จิตใจ" มักไหลลงต่ำ ชอบทำแต่สิ่งที่แล้วนำความสุขความสบายง่าย น้อยนักที่จะชอบทำงานหนัก

ผมเกริ่นเรื่องธรรมชาติของใจและผลงานวิจัยของสมองนี้เพื่อ เตือนให้เราทุกคนระวังจะไปตกร่อง "นำเสนอ" หรือ "สร้างภาพ" โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังจะทำ "หนังสั้น" เพราะหากไม่ระวัง แทนที่เราจะได้ปลูกฝังอุปนิสัยใฝ่เรียนรู้ ทักษะการเรียนรู้ และทักษะชีวิตให้กับนักเรียน จะกลายเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนก้าวไปสู่ "โลกแห่งมายา" ปรารถนาอยากเด่น อยากดัง อยากสบาย ทำอะไรง่ายๆ ได้เงินเยอะๆ อย่างที่สังคมไทยกำลังเป็นไปในตอนนี้  นักเรียนของเราต้องไม่ใช่เก่งเพียง "นำเสนอ" แต่ต้องทั้ง "เก่งคิด เก่งทำ และเก่งนำเสนอ" เราต้องเข้าใจให้ตรงกันว่า เราใช้เครื่องมือ "หนังสั้น" หรือให้นักเรียนทำหนังสั้น เพื่อเป็นเครื่องมือให้ได้ "ถอดบทเรียน" และ "นำเสนอผลงาน" จากการเรียนรู้ด้วยบนฐานโครงงาน (PBL)  ผมคิดว่า นี่คือสาเหตุว่า ทำไมการแข่งขันหนังสั้นของ สพฐ. จึงกำหนดให้นักเรียนต้องไปนำเสนอและตอบคำถาม

จากสืบค้นทางอินเตอร์เน็ต คำว่า "หนังสั้น" หรือ "ภาพยนต์สั้น" หรือ "Shot Film" ผมพบว่า ไม่มีนิยามที่ชัดเจนว่าต้องสั้นยาวเท่าใด และมีลักษณะอย่างไรตายตัว จึงไม่ควรจะถกเถียงเรื่องความหมายมากนัก อย่างไรก็ดี มีข้อสรุปลักษณะของ "หนังสั้น" ให้เข้าใจได้สั้นๆ ดังนี้
  • "หนังสั้น" คือ "หนัง" หรือภาพยนตร์ที่ไม่ยาวนั่นเอง บางที่บอกว่าไม่ควรเกิน ๔๐ นาที บางที่บอกว่าไม่ควรเกิน ๓๐ นาที
  • "หนังสั้น" มีวัตถุประสงค์ เพื่อเล่าเรื่องๆ เดียว แก่นเรื่องเดียว คือมีเรื่องหลักเรื่องเดียว อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเอง หรือไปเจอมา หรือฟังคนอื่นเล่ามา หรือแม้แต่จินตนาการขึ้นมา ก็สามารถนำมาสร้างเป็นหนังสั้นได้ 
  • "หนังสั้น" ต่างจาก "สารคดี" ตรงที่สารคดีเน้นความรู้ความจริงจนบางทีทิ้งความบันเทิงเพลิดเพลิน ส่วนหนังสั้นถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพและเสียง ด้วยตัวละคร มีบทพูดบทสนทนาส่งผ่านความรู้สึกไปยังผู้ชม 
ผมเสนอว่าเราควรทำ "สารคดีหนังสั้น" มากกว่าการทำ "หนังสั้น" เพื่อให้มั่นใจว่า นักเรียนจะได้ตั้งอยู่บนฐานความรู้ความจริง และทิ้งศิลป์และศาสตร์ของความบันเทิง ...


แนวทางการจัดการเรียนรู้

มีคุณครูท่านหนึ่งได้ยินผมบ่นกับตนเองว่า ผมกำหนดตีกรอบมากเกินไป จนทำให้สิ่งที่ทุกกลุ่มนำเสนอคล้ายกันหมด  ท่านบอกว่า "..ตอนแรกก็จะเหมือนกันแบบนี้แต่พอไปลองทำดู ครูแต่ละคนจะมีวิธีการและแนวทางที่แตกต่างกันไปเอง.." ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที เพราะหากครูทุกคนเข้าใจว่า สิ่งที่เรามาคุยกันวันนี้เป็นเพียงกรอบคร่าวๆ เป็นเพียงแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ครูเรามาตกลงกันว่าจะกลับไปทำ  ผมสรุปกระบวนการไว้ ๖ ขั้นตอน ดังภาพ


ขั้นที่ ๑ กำหนดสถานการณ์ 

ตรงนี้หากเป็นไปได้ ควรพานักเรียนลงไปสำรวจพื้นที่จริงในชุมชน ให้นักเรียนสังเกตและเก็บข้อมูลมาให้มากที่สุด แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มๆ ให้แต่ละกลุ่มทำแผนที่ชุมชน ที่ได้ลงไปสำรวจและเก็บข้อมูลมา แล้วให้นำเสนอทุกกลุ่ม ครูสรุปเป็นแผนที่รวมที่สมบูรณ์ที่สุด หรืออาจเน้นประเด็นที่ครูต้องการให้นักเรียนเรียนรู้ก็ได้  โดยอาจจะสรุปออกมาเป็น ๔ ประเด็นหลักๆ ได้แก่
  • ปัญหาที่พบ เช่น น้ำเสีย ปลาสูญพันธุ์ ป่าถูกทำลาย ฯลฯ 
  • ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น วิธีการย้อมสีผ้า การรักษาผู้ป่วยด้วยสมุนไพร การนวดแผนไทย  ฯลฯ  เน้นไปด้านองค์ความรู้ 
  • ผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น เช่น เสื่อกก หมอนขิด หรือสินค้า OTOP อื่นๆ 
  • แหล่งผลิต เช่น โรงงานทำขนมจีน โรงงานทอผ้า การทำนา ปลูกอ้อย มันสัมปะหลัง ปลูกยางพารา ฯลฯ 
แล้วให้นักเรียนช่วยกันเลือก "หัวเรื่อง" โครงงานขึ้นมาหนึ่งหัวเรื่อง โดยให้นำเสนอเหตุผลของตน และอภิปรายกันก่อนจะกำหนดเป็นห้วข้อโครงงาน

ในขั้นนี้ หากครูใช้กิจกรรมละลายพฤติกรรม และให้ดูคลิปหนังสั้น เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ให้นักเรียนอยากทำ จะนำไปสู่การเรียนอย่างสนุก มีความสุขที่ได้เรียนได้ง่าย

ขั้นที่ ๒ ระดมสมอง วิเคราะห์ข้อมูล เขียนเค้าร่างโครงงาน และสคลิปหนังสั้น หรือ story board

เมื่อกำหนดปัญหาหรือกำหนดหัวเรื่องแล้ว ควรพาลงพื้นที่ไปสำรวจหรือเก็บข้อมูลละเอียดอีกครั้ง อาจเป็นการไปศึกษาดูงานจากปราชญ์ชาวบ้าน หรือการลงไปวัดเชิงปริมาณ และสืบค้นความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์และสรุปให้เข้าใจปัญหาหรือหัวเรื่องนั้นให้มากที่สุด โดยใช้เครื่องมือแผนผังความคิด หรือแผนภูมิแบบต่างๆ แล้วแต่ความเหมาะสม ก่อนจะร่วมกันออกแบบกระบวนการเรียนรู้ต่อไป โดยใช้การเขียนเค้าร่างโครงงานเป็นเครื่องมือในการวางแผน

การวางแผนควรจัดทำเป็น Timeline ให้ชัดเจนจะดี เพราะในแต่ละภาคการเรียนจะมีเวลาที่กำหนดไว้แล้วค่อนข้างชัดเจน  หากเป็นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการหลายวิชา อาจมีเวลามากขึ้น หรืออาจจะใช้ชั่วโมงว่างอื่นๆ

ในขั้นตอนนี้อาจเขียนสคลิปหนังสั้น หรือ story board ไปพร้อมกัน เพื่อจะได้ถ่ายทำและเก็บข้อมูลไปพร้อมกัน

ขั้นที่ ๓ ลงมือทำตามแผน

ก่อนลงมือทำตามแผน อาจต้อง "เติมเครื่องมือ" หรือ "ติดอาวุธ" ให้นักเรียน โดยการสอนเรื่อง การทำหนังสั้น การถ่ายภาพ การตัดต่อวิดีโอ ฯลฯ  ซึ่งค่อนข้างเป็นที่สนใจของนักเรียน ทำให้นักเรียนจะมีความกระตือรือร้นมากขึ้นในการทำโครงงาน

ในขั้นตอนการลงมือทำ เน้นว่าต้องให้นักเรียนได้ลงพื้นที่จริงๆ ได้ทำจริงๆ ทุกคน ทุกคนในกลุ่มมีส่วนร่วม  โดยครูดูแลแบบโค้ชอยู่อย่างใกล้ชิด

ขั้นที่ ๔ วิเคราะห์และสรุปข้อมูล และสร้างสื่อ หรือสร้างหนังสั้น

เริ่มที่ถอดบทเรียนกันว่า แต่ละกลุ่มได้เรียนรู้อะไรบ้าง มีข้อมูลอะไรบ้าง มีภาพ มีคลิป มีชิ้นงาน มีสื่ออะไรบ้าง คือสำรวจวัตถุดิบทั้งหมด อะไรบ้างที่ทำได้ตามแผน ตามสตอรี่บอร์ดที่วางไว้ อะไรบ้างที่ทำไม่ได้ จะแก้ไขอย่างไร จำเป็นต้องกลับไปวางแผนใหม่ แล้วไปถ่ายทำเพิ่มเติมหรือไม่

เมื่อพร้อมก็เริ่มกระบวนการตัดต่อหนังสั้น ซึ่งควรมีการฝึกการทำงานเป็นทีม เพราะนักเรียนแต่ละคนอาจมีความพร้อมความถนัดที่แตกต่างกัน  และการเผชิญกับปัญหาร่วมกัน ทำให้นักเรียนสามารถพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ได้เยอะ

ขั้นที่ ๕ นำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 

อาจนำเสนอผ่าน บล็อค เช่น www.gotoknow.org หรือผ่าน Yotube หรือ Line หรือ Facebook   ส่วนครู ควรมีเวทีให้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นประจำ หรือที่เราเรียก PLC นั่นเองครับ

ขั้นที่ ๖ ถอดบทเรียน

ถอดบทเรียนในขั้นสุดท้ายนี้ ควรได้ผลลัพธ์เป็นแนวปฏิบัติในการเรียนรู้แบบ PBL และแนวปฏิบัติในการทำหนังสั้น ได้รู้ปัจจัยแห่งความสำเร็จของตนเอง หรือทราบปัญหาที่จะนำไปปรับปรุงแก้ไข และเขียนข้อเสนอแนะสำหรับการทำในครั้งถัดไป

ขอจบฮ้วนๆ เพียงเท่านี้ครับ  วันหลังจะนำภาพจากคุณเสือมาเผื่อแผ่นะครับ ......

ขอบคุณทุกท่านครับ สรุปอีกครั้งว่านี่เป็นเพียงข้อเสนอนะครับ หากคิดยังไม่ออกก็ "จับ" เอาไปทำได้เลย  มีคนทำตามนี้แล้วสำเร็จเป็นที่ประจักษ์แล้วครับ  เพียงแต่เขายังไม่ได้ทำเป็นหนังสั้นเท่านั้นเอง



วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_23 : ถอดบทเรียน "ครูตู้"

วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๘ ผมในฐานะตัวแทน CADL ไปร่วมวง PLC กาฬสินธุ์ที่จัดขึ้นโดย ดร.นุชรัตน์ และเพื่อนศึกษานิเทศน์ ท่านประสงค์จะ "ถอดบทเรียน" กลุ่มตัวแทนครูจากโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนระยะไกลผ่านดาวเทียม ด้วยระบบ DLTV ตามนโยบายของรัฐบาล (คลิกดูวัตถุประสงค์โครงการที่นี่) ที่สนับสนุนให้โรงเรียนขนาดเล็ก ๑๕,๓๖๙ โรงเรียนทั่วประเทศ จัดการเรียนการสอนโดยใช้โทรทัศน์เชื่อมต่อสัญญาณทางไกลจากโรงเรียนไกลกังวล

หลังจากฟังการนำเสนอข้อสรุปผลการลงพื้นที่ติดตามเรื่องนี้ ๑๙ โรงเรียนของ ดร.นุชรัตน์และทีม รู้สึกได้ว่าดูเหมือนท่านจะกังวลมากว่าจะจัดอำนวยการในพื้นที่อย่างไร้ให้ได้ผล จึงได้นำตัวแทนของครูจากโรงเรียนที่ได้ผลจากครูคนที่มีแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) มาระดมสะมองกันเพื่อกำหนดแนวปฏิบัติในการจัดการเรียนรู้ทางไกลผ่านดาวเทียมด้วย DLTV

ผมมีความรู้เรื่อง DLTV น้อยมากจากครั้งหนึ่งซึ่งนานมากแล้ว เคยเรียนแบบนี้ด้วยตนเองตอน"ที่บ้าน"รู้จักจานดาวเทียมใหม่ๆ  จึงถือเป็นโอกาสที่ดีมาก ที่จะมาเรียนรู้ร่วมกับครูและศึกษานิเทศก์ที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้... และหลังจากกระบวนการถอดบทเรียน พลังการปฏิบัติของผู้มาแลกเปลี่ยน เหมือนได้เรียนรู้ด้วยตนเองหลายเดือนทีเดียว  ขอสรุปความเข้าใจไว้ในบันทึกดังนี้ครับ

จากการสืบค้น ....  ผมคิดว่าคนหรือครูที่ไม่คุ้นเคยกับการเรียนการสอนแบบนี้ น่าจะเปิดคลิปวีดีโอดีๆ ต่อไปนี้เพื่อเตรียมตนเองให้พร้อมครับ 

รู้จักโรงเรียนไกลกังวลก่อน

หลังจากตั้งโรงเรียนวังไกลกังวลในปี ๒๔๘๑ โดยในหลวงรัชกาลที่ ๘ ทรงพระราชอาคารหลังหนึ่งให้ตั้งขึ้น  ต่อมาในหลวง(รัชกาลปัจจุบัน) ทรงพัฒนาขยายครอบคลุมระดับอนุบาลถึงมัธยมปลาย โดยทรงมุ่งหมายให้ผู้เรียนจบการศึกษาทุกคนได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองเต็มตามศักยภาพและความต้องการแล้ว ยังสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนขาดแคลนเข้าเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ต่อมาในปี ๒๕๓๘ กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งมูลนิธิสื่อสารทางไกลผ่านดาวเทียมขึ้น เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านการศึกษาสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนครู  เริ่มถ่ายทอดการสอนผ่านดาวเทียมจากโรงเรียนวังไกลกังวลไปยังโรงเรียนปลายทางในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ ทำให้นักเรียนที่ขาดแคลนในชนบท ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเดียวกัน
  • มาตรฐานอันเดียวกัน 
  • อาจารย์ผู้สอนคนเดียวกัน 
  • เวลาเดียวกัน 
  • โดยจัดส่งคู่มือไปยังโรงเรียนปลายทางทั้งหมดก่อนเปิดภาคเรียน

หลังจากดูคลิปวีดีโอนี้แล้ว ผมมองเห็นแต่ความหวังดี โดยเฉพาะโรงเรียนที่ขาดแคลนครู หรือครูอาจยังไม่เชี่ยวชาญในบางรายวิชา  จึงน่าจะนำมาเลือกใช้อย่างยิ่ง


โรงเรียนต้นแบบในจังหวัดสุพรรณบุรี เขต ๑ 

โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี เขต ๑ คือกลุ่มโรงเรียนต้นแบบที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ DLTV ได้ผลดีมาก จนรัฐบาลยกเอาเป็น BP หรือต้นแบบในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ มีการจัดอบรมสัมมนาและศึกษาดูงานให้กับผู้อำนวยการโรงเรียนปลายทางทุกคน สามารถดูคลิปการฝึกอบรมได้ (ที่นี่ ) แต่หากไม่มีเวลา ผมศึกษาจากคลิปต่อไปนี้ก็จะเห็นแนวทางอย่างชัดเจนแล้ว


คลิปวีดีทัศน์นี้บอกตั้งแต่เริ่มต้นว่า การศึกษาแบบนี้ เหมาะสำหรับโรงเรียนที่มีครูไม่ครบชั้นและครูไม่ตรงเอก ก่อนจะแนะนำขั้นตอนการดำเนินการของโรงเรียน ๗ ขั้นตอนต่อไปนี้

๑) เตรียมคน

ผอ.ปราโมทย์ สุวรรณแวก ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบางใหญ่ จ.สุพรรณบุรี บอกว่า ผู้บริหารตั้งตัดสินใจให้ดี หากตกลงว่าจะทำแล้วต้องทำอย่างจริงจัง มีการเตรียมความพร้อม ทำอย่าสงต่อเนื่อง กำกับติดตามนิเทศอย่างสม่ำเสมอ...  ผมคิดว่าหากผู้อำนวยการโรงเรียนที่ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แบบท่าน และเป็นคนจริง เพียงดูคลิปนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะลงมือทำ... ท่านบอกว่า
  • ต้องเตรียมตนเอง (ผอ.) 
  • เตรียมคุณครู เรื่องการปฏิบ้ติตน บทบาทหน้าที่ ต้องอยู่กำกับข้องตลอด คอยเสริม คอยเติมความสุข กระตุ้นนักเรียนให้เร่วมกิจกรรมตลอดเวลา สิ้นชั่วโมงก็ต้องสรุป
  • เตรียมตัวนักเรียน เรื่องการปฏิบัติตน บทบาทหน้าที่ เพื่อให้ได้เรียนรู้อย่างมีความสุข สนุกกับการเรียนรู้
  • เตรียมตัวกรรมการสถานศึกษา ให้รับรู้รับทราบ เพื่อขอรับการสนับสนุน
  • เตรียมตัวผู้ปกครองให้รับรู้รับทราบ เกี่ยวกับระบบการเรียนการสอนแบบนี้  สื่อสารว่า ลูกหลานจะได้เรียนครบถ้วนตามหลักสูตร ได้เรียนกับครูที่เชี่ยวชาญ
  • ครูบอกว่า เราควรไปดูงานจากโรงเรียนต้นแบบ และตัวผู้บริหารเป็นคนสำคัญที่สุด ต้องพูดคุยกับทั้งนักเรียน ครู และกรรมการสถานศึกษา ให้เข้าใจ
๒) เตรียมครูตู้

หมายถึงการเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ให้พร้อม และมีคุณภาพ ได้แก่
  • มีโทรทัศน์ขนาด ๓๒ นิ้วขึ้นไป (สำหรับนักเรียน ๒๐ คน) 
  • ความสูงของที่ตั้งทีวีต้องเหมาะสม ประมาณ ๑๕๐ เซนติเมตร  วางห่างจากเด็กอย่างน้อย ๒ เมตร 
  • อุปกรณ์รับสัญญาณ (Receiver) 
  • เครื่องเล่น ดีวีดี สำหรับการเปิดสื่อต่างๆ เพิ่มเติม หรือศึกษาย้อนหลัง 
ผมทราบว่า รัฐบาลที่มาจาก คสช. ได้ปรับเปลี่ยนงบประมาณงวดสุดท้ายของโครงการแจกแทปเล็ต มาให้การสนับสนุนกับทุกโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายที่ยื่นความประสงค์ โรงเรียนใดขอจำนวนทีวีเท่าใด รัฐบาลก็จัดให้เท่านั้น  ...  ข้อนี้จึงไม่มีปัญหาใดๆ

๓) เตรียมและศึกษาคู่มือครู และปรับโครงสร้างหลักสูตรให้สอดคล้อง ผอ.ปราโมทย์ บอกว่า โรงเรียนต้องปรับโครงสร้าง ตารางสอน

๔) จัดชั้นเรียนให้เหมาะสมกับบริบทของตน ความจำเป็นที่ต้องใช้ DLTV สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก  คือ จำนวนครูไม่ครบชั้น  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องจัดการให้สองชั้นอยูในห้องเดียวกัน หรือครูคนหนึ่งต้องดูแลนักเรียนสองชั้น

๕) วางแผนบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โรงเรียนต้องจัดตารางเรียนให้สอดคลอ้งตามตารางของโรงเรียนต้นทาง นักเรียนได้เรียนจากครูต้นทาง ส่วนครูผู้สอนเป็นคนกำกับ คอยบอก คอยเตือน  พอหมดเวลาของการเรียนจากส่วนกลางในวเลา ๑๔.๐๐ น.  จะเป็นเวลาของการซ่อมเสริม  ดังนั้น ในหนึ่งวัน ครูบอกว่านักเรียนจะได้เรียนกับทั้งครูต้นทาง และครูปลายทาง

๖ นิเทศติดตาม และประเมินการสอนเป็นระยะ

ผู้บริหารท่านหนึ่งบอกว่า การเยี่ยมห้องเรียนเป็นสิ่งที่ทำบ่อยที่สุด โดยจะปรึกษาหารือกับครูว่า มีปัญหาอะไรไหม  ได้ผลอย่างไร หรือเราจะช่วยกันอย่างไร  และผู้เยี่ยมจะช่วยดูพฤติกรรมของเด็ก และช่วยเหลือสะท้อนผลร่วมกับครู ปัญหาที่พบบ่อย คือบางครั้งนักเรียนจะเรียนไม่ทัน ครูบอกว่า ต้องกระตุ้นเด้กตลอดเวลา

ถึงช่วงหนึ่ง เช่นสัปดาห์หนึ่ง หรือการประชุมประจำเดือน จะมีการนำเอาปัญหาวิชาการต่างๆ มาคุยกัน ปรึกษาหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน

๗) สรุปผลและรายงานผล

สรุปผลตอนสิ้นภาคเรียน ทั้งด้านกายภาพและพฤติกรรม โดยมีการระดมปัญหาและวิเคราะห์ระดมปัญหา  ให้ขวัญและกำลังใจซึ่งกันและกัน กำหนดแนวทางการพัฒนาให้ดีขึ้นในภาคเรียนถัดไป  และรายงานให้ทุกฝ่ายทราบ ทั้ง กรรมการสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตฯ ที่รับผิดชอบ

ปัจจัยของความสำเร็จ 

ข้อที่ ๘) ในคลิบวีดีโอ ไม่น่าจะใช่ขั้นตอนของการดำเนินงาน ผมตีความว่าเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของ สพป. สุพรรณบุรี เขต ๑  ซึ่งสรุปตอนนท้ายของคลิปว่า

  • โรงเรียนต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง 
  • ต้องศึกษาคู่มือของโรงเรียนไกลกังวล 
  • ครูต้องอยู่กับนักเรียน กระตุ้น และเติมเต็มนักเรียนของเรา 
  • ต้องมีการนิเทศกำกับติดตาม เกาะติด 

แนวปฏิบัติที่ดี (BP) ของโรงเรียนต้นแบบที่ สพป. สุพรรณบุรี เขต ๑

จากการสืบค้น ผมพบวีดีทัศน์เกี่ยวกับ แนวทางการจัดการเรียนการสอนของครูในโรงเรียนปลายทาง ของโรงเรียนต้นแบบ (จาก สพป.สุพรรณบุรี เขต ๑)


  • ศึกษาเนื้อหาและเรียนรู้เทคนเนิคให้เข้าใจ   โดยศึกษาจากโรงเรียนต้นแบบ  เข้ารับการอบรมจากโรงเรียนต้นแบบ
  • เตรียมการสอนล่วงหน้า วางแผนอย่างเป็นระบบ  ครูต้องอ่านคู่มือครูว่า ก่อนเรียน ระหว่างเรียน หลังเรียน ควรต้องเตรียมอะไรบ้าง ต้องวางแผนว่าอยากให้นักเรียนได้อะไรในชั่วโมงนี้บ้าง 
  • วางแผนจัดการชั้นเรียนก่อนการสอน โรงเรียนที่มีครูไม่ครบชั้น ครูหนึ่งคนต้องดูแลมากกว่า ๑ ห้อง การเข้าดูแลนักเรียนต้องสนใจโรงเรียนชั้นเล็กก่อน ครูต้องขยัน ต้องสอดแทรกให้เหมาะสม  
  • การนำเข้าสู่บทเรียน กระตุ้นให้นักเรียนอยากเรียน
  • กำกับ ดูแล สังเกต การเรียนของเด็ก  ให้เด็กตอบสนองต่อการเรียนการสอนนั้น "ถ้าเด็กไม่ตอบสนองจะไม่ได้ผล"
  • ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปบทเรียนในแต่ละครั้ง 
  • วัดผลและประเมินผลหลังการสอน บันทึกผลหลังการสอนว่าวันนี้เด็กเรียนเรื่องอะไร ใครบ้างที่ยังเรียนไม่ทันเพื่อน 
  • ครูต้องฝึกฝนนักเรียนให้มีวินัย วางระเบียบและกฎเกณฑ์ โดยเฉพาะเรื่องเวลา หากมีปัญหาและอุปสรรคใดต้องนำไปปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนกันกับเพื่อนครู ผอ. หรือศึกษานิเทศก์และรอง ผอ.เขต
ผมตีความและถอดความกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วย "ครูตู้" ของครู สพป.สุพรรณบุรี เขต ๑ ได้ดังภาพด้านล่าง


ผมถอดความและตีควมโดยปรับปรุงขั้นตอนให้ "สมดุล" (ทำให้เป็นกระบวนการ) ได้ ๘ ขั้นตอน  ผมคิดว่าหากครูได้ดู  แล้วตั้งคำถามกับตนเองว่าจะกลับไปทำอย่างไรบ้าง จะพบว่า สิ่งที่นำเสนอในคลิปนี้เป็นเพียงขั้นตอนหรือหลักการกว้างๆ ไม่ละเอียดเพียงพอที่จะนำไปประยุกต์ใช้ได้  ...

แนวปฏิบัติที่ดีของครูดีจาก PLC กาฬสินธุ์

ปัจจัยที่่สำคัญที่สุดของการ "ถอดบทเรียน" คือ "ประสบการณ์" เพราะการถอดบทเรียนก็คือการถอดประสบการณ์ออกมาเป็น "บทเรียน" หากปราศจากประสบการณ์ที่สำเร็จจากการนักปฏิบัติแล้ว บทเรียนที่ได้จะเป็นเพียงบทเขียนแห่งการคิดหรือ "มโน" เท่านั้น...  ผมสะท้อนกับตนเองว่า การถอดบทเรียนคราวนี้สำเร็จอย่างน่าพอใจยิ่งในคราวนี้ เพราะปัจจัยหลักนี้เป็นสำคัญ

บทเรียนที่ได้จากการนำเสนอของครูและผู้อำนวยการ BP ที่ถูกเชิญมาร่วมในวันนี้ สรุปเป็นกระบวนการหลักได้ ๗ ขั้นตอน....ผมนำเสนอเพิ่มเติมอีก ๑ ขั้นตอนของการ "ถอดบทเรียน" รวมเป็น ๘ ขั้นตอน  ตามแผนผังด้านล่าง


โดยมีรายละเอียดของแต่ละด้านดังนี้  โดยตัวอักษรสีน้ำเงินคือบทเรียนจากครู BP ส่วนตัวอักษรสีดำคือบทเรียนจากผู้อำนวยการ BP หลังจากการแบ่งกลุ่มย่อย

หลักในการเลือกใช้ DLTV

 ผมจับความจากการฟังเรื่องเล่าของครู ได้ว่า รัฐบาลไม่ได้บังคับว่าต้องให้ใช้ "ครูตู้" สอนทุกวิชา  ...  แม้ว่า จะมีครูบางท่านที่เข้าใจว่าเป็นแบบนั้น ผมคิดว่าครูที่คิดแบบนั้น คิดเข้าข้างความสบายของตนเองมากกว่า คำนึงว่าเด็กจะได้อะไรในการเรียน

สาเหตุที่ต้องใช้ "ครูตู้"  คือ ครูปลายทาง "ทำไม่ได้" หรือ "ไม่มั่นใจว่าทำได้" ดีกว่าครูตู้ ครูปลายทางทำไม่ได้ เช่น ครูไม่ครบชั้น ครูไม่มั่นใจว่าทำได้ เช่น ครูไม่ตรงวิชาเอก ครูไม่ถนัด ครูไม่มีเวลาพอเนื่องจากต้องทำภาระงานอย่างอื่น   หลักในการพิจารณาเลือกใช้ มีดังนี้
  • ใช้กับโรงเรียนที่มีครูไม่เพียงพอ เลือกใช้กับวิชาที่ไม่มีครู
  • เลือกวิชาที่ครูไม่ถนัด ครูไม่เชี่ยวชาญ  
  • เลือกใช้เมื่อครูปลายทางขาดแคลนอุปกรณ์การทดลอง ฯลฯ 
  • ใช้เมื่อนักเรียนต้องการ นักเรียนชอบ ครูท่านหนึ่งบอกว่า นักเรียนชอบเรียนคณิตศาสตร์กับ "ครูตู้"  โดยเฉพาะคณิตคิดเร็ว  ชอบวิชาศิลปะเพราะนักเรียนจะได้เห็นภาพ ได้ฟัง ทำตามได้เลย ชอบวิชาสังคมเพราะมีนิทาน มีการ์ตูนให้ดู
  • เลือกใช้ให้สอดคล้องกับศักยภาพของนักเรียน  ครูหลายท่านสะท้อนว่า ปัญหาสำคัญคือนักเรียนเรียนไม่ทันเพราะขาดความรู้หรือทักษะพื้นฐานที่จำเป็น เช่น การอ่านออกเขียนได้หรือการคิดเลขพื้นฐานที่ต้องใช้ในบทเรียนนั้น  การเลือกใช้ต้องพิจารณาส่วนนี้ด้วย เพราะต้องพิจารณาเด็กเป็นศูนย์กลาง 
  • พิจารณาถึงธรรมชาติของรายวิชา รายวิชาที่ต้องฝึกทักษะด้วยตนเอง ครูปลายทางจำเป็นต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนบรรลุตามตัวชี้วัด
  • ฯลฯ

เริ่มที่การศึกษาคู่มือครู

ก่อนเปิดภาคการศึกษา โรงเรียนวังไกลกังวล จะส่งคู่มือการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมสำหรับภาคการศึกษานั้นให้ (ดาวน์โหลดสำหรับภาคการศึกษา ๒๕๕๘ ได้ที่นี่)  ครู BP เกือบทุกท่านบอกว่า เริ่มจากการศึกษาคู่มือ โดยมีหลักการดังนี้
  • วิเคราะห์ตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลาง ว่า ในหัวเรื่องหรือชั่วโมงนั้นๆ นักเรียนต้องได้อะไรบ้าง 
  • พิจารณาว่าครูต้องจัดเตรียมสื่ออะไรบ้าง เช่น ใบงาน สื่อวีดีทัศน์ ฯลฯ 
  • ดูโครงสร้างและตารางเวลาอย่างละเอียดเพื่อจัดวางแผนการสอน โดยพิจารณาว่า จะต้องไม่เกิดเสียงรบกวนกันระหว่างชั้นเรียนเกินไป
  • ศึกษาว่าต้องเตรียมการสังเกต หรือบันทึกหลังสอนอย่างไร 


๓) บทบาทครูปลายทาง

ต่อไปนี้เป็นข้อสรุปถึงบทบาทครู ที่ครู BP นำเสนอ
  • ควบคุม ดูแล อยู่กับนักเรียนตลอดการเรียน   ครูเน้นว่า ต้องไม่ปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพังกับ "ครูตู้"
  • กระตุ้นให้นักเรียนสนใจ และร่วมกิจกรรมกับ "ครูตู้" และ "นักเรียนตู้" ตลอดการเรียน
  • บันทึกสรุปเนื้อหาที่สำคัญ เพื่อช่วยในการตั้งคำถามเพื่อประเมินผลและสรุปเนื้อหาตอนท้าย
  • เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับนักเรียน 
  • มอบหมายงานตามความเหมาะสม
  • ฯลฯ  ...  ความจริงยังมีรายละเอียดในการปฏิบัติมาก  หากครู BP เป็นผู้เขียนเรื่องเล่ามาแลกกันจะดีมากๆ 
ประเมินผลและถอดบทเรียน

ขั้นตอนหลังเรียนของครู BP แต่ละคนแตกต่างกัน ทุกคนจะเน้นการมีส่วนร่วมของนักเรียน และใช้คำถามเป็นเครื่องมือ สรุปเป็นวิธีปฏบัติหลังเรียนได้ดังนี้
  1. ตั้งคำถาม ๔ คำถาม เพื่อนำสู่การสรุปให้เกิดองค์ความรู้ด้วยตนเอง  ได้แก่
    • ความหมาย เช่น คืออะไร?..
    • องค์ประกอบ เช่น ประกอบด้วยอะไรบ้าง?..
    • ควมเข้าใจ เช่น จงยกตัวอย่าง....
    • การนำไปใช้ เช่น มีประโยชน์อย่างไร?...
  2. ทำแผนผังความคิด (Mind mapping) 
  3. ประเมินผลด้วยเครื่องต่างๆ เช่น แบบทดสอบ แบบวัดความพึงพอใจ ฯลฯ
  4. สรุปเนื้อหาอีกครั้ง โดยนำสิ่งที่ครูสรุปไว้มาเพิ่มเติมให้สมบูรณ์
  5. เขียนบันทึกหลักสอน 

ใครจำเป็นต้องช่วยครู

ผมตีความว่า ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จคือ "ความต่อเนื่อง" และ "การสะท้อนการเรียนรู้ของครูและนักเรียน" ผู้ที่จะช่วยให้กระบวนการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน และศึกษานิเทศก์หรือรองผู้อำนวยการเขตฯ ที่ได้รับมอบหมาย  คือจำเป็นต้องจัดให้มีกิจกรรมดังนี้เป็นระยะ 
  1. การเยี่ยมชั้นเรียน เพื่อนิเทศ ติดตาม สะท้อนผล 
  2. การ "ถอดบทเรียน" ความสำเร็จของการจัดการเรียนการสอน และการประเมินผลอย่างเป็นกัลยาณมิตรอื่นๆ 
  3. การจัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อยกระดับความเข้าใจ
โดยพิจารณาเป็นระยะว่า นักเรียนนั้น "มีความสุข สนุกที่ได้เรียนหรือไม่"  ตามที่ ผอ.ปราโมทย์ ผู้อำนวยการต้นแบบที่ท่านทำสำเร็จแล้ว เน้นย้ำเหลือเกินในวีดีทัศน์

ข้อสังเกต
ก่อนจบบันทึกนี้ ผมมีข้อสังกตที่อยากแลกเปลี่ยนกับท่านผู้อ่าน ดังนี้ครับ
  • โครงการ นี้น่าจะเป็นเพียงการแก้ปัญหาการศึกษาระยะสั้นในโรงเรียนขนาดเล็กกว่า ๑๕,๐๐๐ แห่ง ที่ไม่สามารถยุบรวมได้เนื่องจากการต่อต้านของชุมชนหรือคนในโรงเรียน
  • หาก ทำสำเร็จ....โครงการนี้น่าจะเป็นการปูพื้นฐานของการศึกษาในศตวรรษใหม่ของไทย ที่ครูเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ถ่ายทอดความรู้" มาเป็นครูผู้อำนวยการเรียนรู้ และนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ
  • หากทำ สำเร็จ โรงเรียนขนาดเล็ก จะมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าโรงเรียนในเมือง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ชุมชนและคนในโรงเรียน ว่าจะก้าวไปถึง "โรงเรียนของชุมชน" เหมือน "คนที่ฟินแลนด์" หรือไม่
  • กระบวนการ จัดการเรียนรู้ของครู BP จาก PLC กาฬสินธุ์ เกือบจะไม่ต่างกันเลยกับครูต้นแบบจากสุพรรณบุรี ทั้งๆ ที่ ไม่มีการฝึกอบรมครู เพียงแต่เอาผู้อำนวยการโรงเรียนไปอบรมครั้งเดียว .... ผมคิดว่า ไม่จำเป็นต้องอบรมให้ครูเท่านั้นนัก เพราะครูทำได้ เพียงแต่ว่า ครูและผู้อำนวยการจะมีใจเอาจริงหรือไม่ 
  • กระบวนการทั้งจากโรงเรียนต้นแบบจากสุพรรณบุรี และ PLC กาฬสินธุ์ ยังขาดขั้นตอนสำคัญของการเรียนรู้ คือ "การถอดบทเรียน"  ...  ผมคิดว่า คงมีอยู่แล้วทั้งสองแห่ง แต่อาจยังไม่ได้ทำอย่างจริงจัง หรือท่านอาจจะยังไม่ได้เสนอให้ผมฟังก็เป็นได้
ขอบขอบคุณ ดร.นุชรัตน์ ที่ให้โอกาสได้มาเรียนรู้และมีสวนร่วมในชุมชนเรียนรู้นี้  ผมคิดว่าตอนนี้ ครู สพป. กาฬสินธุ์ เขต ๑  มีที่พึงด้านการขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ PLC นี้แล้ว ติดตามผลงานของท่านได้ที่นี่ 






ดูรูปทั้งหมดที่นี่ครับ