วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_22 : ค่ายต้นกล้าแห่งความดี ๕ _ เรียนรู้กระบวนการเรียนรู้

อ่านบันทึกที่ ๑ ที่นี่
อ่านบันทึกที่ ๒ ที่นี่
อ่านบันทึกที่ ๓ ที่นี่
อ่านบันทึกที่ ๔ ที่นี่

บ่ายวันสุดท้ายของการฝึกอบรม (๓๐ พ.ย. ๒๕๕๗) เป็นกิจกรรม "ฝึกทำ" ฝึกให้ครูและนักเรียนได้ทดลองทำแผนที่ "โรงเรียนของฉัน" โดยแบ่งกลุ่มรายโรงเรียน เป้าหมายหลัก ๒ อย่างคือ ๑) ทำให้ครูและนักเรียนที่มาร่วมครั้งนี้ตระหนักว่า ตนเองเป็นหลัก "เป็นแกนนำ" ที่จะทดลองนำกิจกรรที่ได้ทำมาตั้งแต่ต้น ไปขยายผล เปิดโอกาสให้นักเรียนที่ไม่ได้มา "ฝึกคิด" ด้วยกิจกรรมแบบนี้ ๒) เพื่อให้ครูและนักเรียนแกนนำ ได้ "ฝึกทำ" กิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning  ผ่านการทำแผนที่สะท้อนความจริง












ข้อค้นพบสำคัญในการทำกิจกรรมนี้ คือ
  • นักเรียนสามารถทำแผนที่โรงเรียนได้อย่างคล่องแคล่ว และสนุกกับการทำ ... เป็นข้อยืนยันว่า วิธีเรียนด้วยกิจกรรมแบบนี้ "มาถูกทาง" แล้ว
  • นักเรียนมองไม่เห็นปัญหาจริงในชีวิตมากนัก มักพบเฉพาะปัญหาที่เห็นแต่ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ เช่น หลายกลุ่มเลือกปัญหาขยะ และเสนอว่าจะรณรงค์ให้ทุกคนเก็บขยะ ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลเป็นผลจากกิจกรรม "ขยะอวกาศ" ในวันแรก  เมื่อถามว่า "เรียนที่โรงเรียนสนุกไหมครับ" นักเรียนบอกว่า "สนุกครับ" "มีความสุขไหม" มีความสุขครับ" ต้องการอะไรเพิ่มไหม" นักเรียนบอกว่า "ไม่ครับ" ... แต่เมื่อถามว่า "มีเพื่อนหรือน้องๆ ที่ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ไหม" นักเรียนจะตอบว่า "มีครับ"....แสดงให้เห็นว่าปัญหามี แต่เด็กๆ อาจยังมองไม่เห็น ....
  • เมื่อเปลี่ยนเป็นถามว่า "กิจกรรมอะไรที่ได้ทำและชอบมากๆ ในโรงเรียน" หลายคนตอบไปที่ เพาะเหตุ เลี้ยงปลา ลูกเสือ ชมรม  และอื่นๆ  เกือบทั้งหมดที่เด็กๆ ชื่นชอบอยู่นอกห้องเรียนทั้งหมด ... จึงเป็นข้อมูลยืนยันอีกอันว่า การจัดการเรียนรู้แบบเน้นกิจกรรมและลงมือทำ(Active Learning)นี่แหละถูกต้องแล้ว

สุดท้ายทุกคนต้องได้นำเสนอ ต้องได้เล่าเรื่องในสิ่งที่ตนเองได้ทำ กิจกรรมตลาดความรู้ ใช้ได้และเหมาะสมสำหรับสถานการณ์ที่ต้องการบรรลุเป้าหมายนี้ในเวลาที่จำกัด  และปัจจัยของความสำเร็จในการนำเสนอคือ "ได้ทดลองนำเสนอก่อน" ดังนั้น การออกแบบกิจกรรมควรคำนึงถึง ๒ สิ่งนี้
  • มอบสติกเกอร์หรือสัญลักษณ์เป็นเหมือนคะแนนให้นักเรียนทุกคนๆ ละ ๒ ชิ้นๆ ละ ๑ คะแนน ให้ครูทุกคนๆ ละ ๓ ชิ้นๆ ละ ๒ คะแนน 
  • ให้นักเรียนนำผลงานของตนเองมาวางเรียงเป็นเหมือน "ถนนสองสาย" เหมือนไนท์บาซาร์ ที่คนสามารถเดินไปมาได้ครบรอบ  ให้ตัวแทนกลุ่มประจำที่พร้อมนำเสนอก่อน ๑ คน ที่เหลืออีก๒ คน (กลุ่มละ ๓ คน)ไปเดินบนถนน ชอบผลงานและเรื่องราวของโรงเรียนใดก็มอบคะแนนให้.... แน่เป็นการเตรียม ซ้อม ให้นักเรียนได้ลองนำเสนอก่อน ๑ รอบ
  • เมื่อเสียงค่อยๆ เงียบลง ให้ทุกคนกลับประจำที่เดิม เตรียมช่วยกันนำเสนอผลงานให้อาจารย์คุณครูที่จะเข้ามาเป็นผู้เดินถนนแทน  รอบนี้คือการนำเสนอจริง ครูจะตั้งคำถามที่นักเรียนต้องช่วยกันตอบ
  • คัดเลือกกลุ่มที่ได้คะแนนมากที่สุด ๓ - ๕ กลุ่ม ออกมานำเสนอหน้าเวทีกลาง ให้คุณครูที่ได้ให้คะแนนแสดงเหตุผล และชื่นชมต่อหน้าเวที 





 


 

หลักจากการจากลา เรา CADL ทำ AAR กันว่า ค่ายนี้ทำให้เรามีความสุขมาก แม้ว่าจะต้องมีอะไร ๆ ที่ต้องปรับใหม่ โดยเฉพาะกิจกรรมและการสันทนาการให้เด็กๆ คักคักมากขึ้น....

สุดท้ายอยากให้คุณครูและนักเรียนแกนนำทุกคน นำกิจกรรมเหล่านี้ ในส่วนที่ดีๆ ไปทดลองขยายผล ในโรงเรียนของตนเองต่อไป

ขอจบบันทึกไว้เท่านี้ เจอกันใหม่โอกาสหน้าครับ
ขอบพระคุณ ศน. เพื่อนครู และนักเรียนแกนนำทุกคนครับ

ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_21 : ค่ายต้นกล้าแห่งความดี ๔ _ ตัวอย่างการเรียนรู้ผ่าน กิจกรรม PBL แบบ Walk Rally

อ่านบันทึกที่ ๑ ที่นี่
อ่านบันทึกที่ ๒ ที่นี่
อ่านบันทึกที่ ๓ ที่นี่

วันสุดท้ายของการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการเรียนรู้บนฐานปัญหาจริง (Real-Life Problem-based Learning: RL-PBL) เป็นการ "ฝึกทำ" เรียนรู้ผ่านแต่ละกิจกรรมประจำฐานแบบ  Walk Rally คล้ายๆ กับที่เคยทำมาแล้ว (ที่นี่) แต่แตกต่างไปในแต่ละกิจกรรม และภาคบ่ายทดลองลงมือทำแผนนที่โรงเรียน และให้นักเรียนกำหนดปัญหาเอง ก่อนจะสร้างกระบวนการให้นำเสนอ

กิจกรรม Walk Rally  ที่เราออกแบบคราวนี้ สำคัญที่สุดไม่ใช่สำหรับนักเรียน ซึ่งหวังจะให้พวกเขาได้เรียนรู้แบบสนุกหรือเรียนรู้แบบตื่นตัว (Active Learning) ด้วยฐานเรียนรู้ทั้งหมด ๗ ด่าน ได้แก่ ๑) ฐานนักลงทุน ๒) เชือกสามัคคี ๓) จุดๆๆ ๔) อายตนะพารู้ ๕) กู้ระเบิด ๖)ไหทรัพย์ และ ๗) ฐานรวมใจ แต่ละด่านมุ่งให้นักเรียนได้ "ฝึกทักษะ" ต่างๆ และปลูกฝัง (Building) คุณธรรม ความดีให้เด็กๆ แต่มุ่งให้ครูเห็นต้วอย่างการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่แตกต่างไปจากการ "บอก สอน ป้อน สั่ง บรรยาย" ด้วยการออกแบบโจทย์ปัญหาท้าทายให้หาคำตอบและแก้ไขด้วยวิธีต่างๆ และเป็นเหมือนกรณีตัวอย่างให้ครูได้ฝึกตีความแยกแยะว่าอะไรคือ "เนื้อหา" มักเป็นองค์ความรู้ที่ต้องการให้เกิดกับนักเรียน  และอะไรคือ "กระบวนการ" เมื่อนักเรียนผ่านฐานด่านนั้นสำเร็จจะเกิดมี "ทักษะ" ใดๆ กิจกรรมที่หยิบเอามาปรับใช้สามารถสืบค้นรายละเอียดวิธีได้ทั่วไปตามอินเตอร์เน็ต  (เช่น ที่นี่ เป็นต้น)

ขั้นตอนสำคัญในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมนี้ ให้เริ่มจากการตั้งเป้าหมายว่า ๑) ต้องการจะให้เด็กนักเรียนได้อะไร หมายถึงได้ความรู้เรื่องอะไรบ้าง (K: Knowledge) ๒) นักเรียนจะได้ฝึกทักษะอะไร เกิดทักษะอะไร ซึ่งต้องได้ (P: Process -> Skills) และ ๓) ต้องการปลูกฝังเจตคติหรือคุณธรรมใดให้นักเรียน (A:Attitude)  จากนั้นค่อยเริ่มออกแบบกิจกรรมที่จะทำให้บรรลุตามเป้าประสงค์นั้นๆ ในเวลาที่กำหนด ตามแบบที่พอประมาณกับความถนัดและบริบทของนักเรียน ตนเอง และโรงเรียน คล้ายๆ กับการออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับ (Backward Desing) เพียงแต่ไม่ต้องกังวลหรือวุ่นวายเรื่องการประเมินในรูปแบบมากนัก หากแต่ต้องฝึกให้นักเรียนได้สะท้อนการเรียนรู้ (หรือถอดบทเรียน) หลังจากผ่านกิจกรรมนั้นๆ ทุกครั้ง

การออกแบบควร "ต่อเนื่อง เชื่อมโยง" เป็น "เรื่องราว" โดยยึดหลักการในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบตื่นตัวนี้ ได้แก่
  • ส่วน "เนื้อหา" ต้องออกแบบให้เหมือนนักเรียนได้คำตอบ(องค์ความรู้)นั้นมาด้วยตนเอง (Constructivsm) เช่น ค้นพบคำตอบเองโดยเก็บคำตอบไว้ที่ซ่อน คิดได้เองจากการใบ้ให้ด้วยคำถามหรือกลอน เป็นต้น 
  • ส่วน "ทักษะ" ต้องออกแบบ "กระบวนการ" ที่ไม่ได้ตายตัว ไม่มีวิธีที่ถูกต้องหรือผิด คือ เปิดโอกาสให้นักเรียนทำอย่างไรก็ได้ ให้สามารถแก้ปัญหาที่กำหนดได้ 
  • ส่วน "เจตคติ" ต้องไม่ใช่การบรรยาย แต่ต้องได้จากการ "สะท้อน" (Reflection) หลังกิจกรรม 
ต้นกล้าแห่งตวามดี

เริ่มกิจกรรมวันที่ ๒ หลังจากรวมนักเรียนและครู ผมรู้สึกว่า กิจกรรมวันแรกโดย "ฮักนะเชียงยืน" ทำไว้ดีมาก เพราะเด็กๆ เหมือนจะ "ละลายเข้ากันได้แล้ว" ไม่จำเป็นต้องใช้กิจกรรมใดๆ อีก  เว้นแต่ความต้องการที่จะปลูกฝัง "ความดี" ใส่ไปใน "ต้นกล้า PBL" ซึ่งใช้เป็นโค๊ดคำให้จำในวันแรก จึงได้เปลี่ยนเป็น "ต้นกล้าแห่งความดี" ซึ่งจะเติบโตเป็ต้นไม้ใหญ่ที่สมบูรณ์ เป็น "คนดี" คนที่สมบูรณ์ทั้งกายและใจ มีคุณธรรม จริยธรรม สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข มีคุณค่า มีศักดิ์ศรีความเป็นไทย

ตามประสบการณ์ของผม คนดี มัก "เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" ในที่นี้เริ่มตั้งแต่ เข้าใจตนเอง เข้าถึงความต้องการหรือความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง และลงมือปฏิบัติพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง หรือเรียกว่า เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ จนถึงความเข้าใจใน "ความดี" ที่ควรเป็นพื้นฐานของใจและเป็นบรรทัดฐานของสังคม เข้าถึง "ความงาม" ของธรรมชาติผ่านสุนทรียภาพของใจ และเสียสละปฏิบัติพัฒนาส่วนรวมบนพื้นฐาน "ความจริง" อย่างพอประมาณ





Walk Rally 



เป้าหมายสำคัญไม่ใช่ K หรือ "เนื้อหา องค์ความรู้" แต่เป็นทักษะการเรียนรู้และทักษะความร่วมมือ และข้อธรรมทางเจตคติที่ต้องการปลูกฝังให้กับเด็ก ซึ่งเน้นความท้าทายให้ช่วยกันหาคำตอบของแต่ละปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ที่กำหนดขึ้น โดยใช้ "เงื่อนไข" ผูกเรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ คือปริศนาคำกลอน และเหรียญทองที่ต้องใช้ในการซื้อของหรือแลกสิ่งของต่างๆ

ณ จุด เริ่ม

ก่อนจะแบ่งนักเรียนเป็น ๖ กลุ่ม ครู ๑ กลุ่ม รวมเป็น ๗ กลุ่มสำหรับ ๗ ด่านฐานการเรียนรู้ เราให้ทุกกลุ่มร่วมกันคิด "ท่าประจำกลุ่ม" ขึ้น  ทุกครั้งก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมในแต่ละฐาน วิทยากรประจำด่านจะขอดูท่าประจำกลุ่มก่อน การมีท่าประจำกลุ่มจะช่วยสร้างตัวตนให้คนสามัคคีในกลุ่มได้ง่ายๆ และการกำหนดให้แสดงท่าประจำกลุ่ม เป็น "กุศโลบาย" ให้ทุกคนได้ตั้งใจและเตรียมตัวเรียนรู้จากกิจกรรมในฐานนั้นๆ ถือเป็นการ Check-in ที่มักใช้ทั่วไปแบบหนึ่ง



ทุกกลุ่มได้รับ "แบบบันทึกข้อมูล" เป็นตารางบันทึกข้อมูลและคะแนน คล้ายใบบันทึกคำตอบใน "ใบงาน" ที่คุณครูคุ้นเคยดี  ในตารางจะมีที่ให้บันทึกว่า มีการใช้เหรียญทองไปเท่าไหร่ แต่ละด่านสามารถ "สำเร็จ" หรือ "ไม่สำเร็จ"  สิ่งของที่เลือก (Item) หรือที่ค้นพบคืออะไร และเขียนคำตอบของของตนเองสำหรับคำถามที่ตามเจอ

ณ จุด เริ่มต้น ทุกๆ กลุ่มจะได้รับแจก "บทกลอน"  บอกใบ้ และให้ใช้เหรียญทองจำนวนหนึ่งเลือกซื้อสิ่งของที่กำหนดให้ เช่น โอเอซิส ใบตอง ก้านมะพร้าว ต้นกล้วย พานพลาสติก เป็นต้น

จุดสุดท้าย ฐานรวมใจ


สิ่งของเหล่านี้จะมีประโยชน์ต่อการตอบคำถามว่า อะไรคือคำตอบที่บอกใบ้ด้วยกลอน โดยไม่ต้องใช้เหรียญเพื่อขอเปิดเพียงภาพเดียว หรือไม่ต้องใช้เหรียญทองเลยก็ได้ หากทุกกลุ่มนำสิ่งของที่ตนเองมีมาวิเคราะห์สังเคราะห์ร่วมกัน



(ดูภาพอื่นๆ ได้ที่นี่)

(ขอบคุณ น้องหมิม CADL สำหรับภาพครับ)

เหตุที่เรียก "ฐานรวมใจ" เพราะ อยากให้ทุกคนได้เรียนรู้กุศโลบาย (กระบวนทัศน์+กระบวนการ) ซึ่งกลั่นตัวตกผลึกให้เกิด "เนื้อหา" ที่เรียกว่า "ภูมิปัญญาท้องถิ่น" ที่สืบทอดกันมาต่อเนื่องยาวนานเป็นจารีตประเพณีอันดีงาม ทุกครั้งคราที่มีปัญหา สิ่งแรกที่เราทำคือ รวมใจ ตั้งสติก่อน รวมความดีมาเป็นกำลังใจ ก่อนจะใช้การักษาแผนไทยด้วยสมุนไพรต่างๆ ต่อไป

ผมตีความว่า ในพีธีกรรมส่วนใหญ่ ใช้ "พานบายศรี" เป็นเครื่องมือรวมใจ แต่ละสิ่งอย่างที่วางในพานบายศรีล้วนแต่มีความหมาย ทำให้พิธีบายศรีสู่ขวัญ (รวมใจ) ได้รับการอนุรักษ์และทำนุไว้ตลอดมา

ฐานนักลงทุน

อุปกรณ์คือเหรียญ สลึง ๕๐-ตังค์ เหรียญบาท ๕-บาท ๑๐-บาท จำนวนพอสมควร (๕๐ บาท)  และถังน้ำแข็ง โจทย์ปัญหาคือ ให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มออกมาหยิบเหรียญที่แช่น้ำแข็งไว้ในถังทีละคน จะหยิบอย่างไร จำนวนเท่าใดก็ได้ ให้มีจำนวนเงินรวมเท่ากับ ๑๗.๕๐ บาท หรือใกล้เคียง


สิ่งที่ต้องการให้นักเรียนได้ฝึกที่สุดคือ การวางแผน ภาวะผู้นำ ภาวะผู้ตาม  ความอดทน (เพราะน้ำแข็งเย็นมาก ให้ล้วงได้เพียงครั้งเดียวต่อคน) ความละเอียดรอบคอบ ตอนแยกแยะเหรียญ

ฐานเชือกสามัคคี 

อุปกรณ์มีเพียงเชือกเส้นเดียว ตั้งโจทย์ปัญหา ๒ ตอน สื่อ ๒ อย่าง กล่าวคือ
  • ขึงเชือกไว้ในระดับหัวเข่า  แล้วกำหนดให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มหาวิธีลอดผ่านไปโดยไม่ให้โดนเชือกในเวลาที่จำกัด 
  • เปลี่ยนเป็นขึงเชือกระดับอก กำหนดให้สมาชิกทุกคนต้องข้ามไป โดยไม่ให้โดนเชือก ในเวลาที่จำกัด
ในตอนแรกนักเรียนทุกคนต้อง "พึ่งตนเอง" ส่วนตอนหลัง หากขาดพลังของความสามัคคีและความพอประมาณ จะไม่สามารถผ่านไปได้ในเวลาที่กำหนด

 
ฐานจุดๆๆ

เป็นฐานยอดนิยมของทั้งนักเรียนและครู น่าจะเป็นเพราะทุกคนได้คิด ทำ และได้นำเสนอความคิดของตนเอง อุปกรณ์มีเพียงปากกากับกระดาษ มีกติกาว่าทุกคนจะต้องไม่พูด กิจกรรมคือ
  • ให้กลุ่มเลือกตัวแทน ๑ คน ออกไปหันหลังให้ไม่เห็นว่า คนที่เหลือทำกิจกรรมอะไร
  • คนที่เหลือเข้าแถวตอนเรียง ๑ แถว กระบวนกรให้หัวแถว(คนเดียว)ดู รูปของสิ่งที่ใช้เป็นโจทย์ เพื่อให้คนที่นั่งหันหลังรู้จนทายถูก
  • หัวแถวกระซิบบอกคนที่สอง คนที่สองกระซิบบอกคนที่สาม ไปเรื่อยๆ จนคนสุดท้าย 
  • วิทยากรมอบปากกาให้ หัวแถวออกมา "จุด" คือออกมาทำเครื่องหมายจุด ๑ จุด แล้ววิ่งไปต่อท้ายแถว
  • คนที่สอง รีบออกมา "จุด" ต่อ ๑ จุด  ซึ่งจะจุดที่ไหนต่อไปทิศใดก็ได้ หวังเพื่อให้คนที่นั่งหันหลังรู้ให้ได้ว่า คำตอบคืออะไร แล้ววิ่งไปต่อท้ายแถว
  • คนที่สามออกมา "จุด" แล้วไปต่อหลังแถว คนที่ ๔ ออกมาอ "จุด" แล้วไปต่อหลังแถว ....  ไปเรื่อยๆ จนหมดเวลา ๒ นาทีที่กำหนด 
  • เชิญตัวแทนกลุ่มหันหน้ากลับมาดู แล้วทายว่าจุดๆ บนกระดาษคืออะไร ...

ต่อไปนี้เป็นภาพ "จุดจากใจ" ของคนในแต่ละกลุ่ม เชิญท่านผู้อ่านลองทายดูครับว่า เขาพยายามจะบอกอะไร เมื่อได้คำตอบแล้วค่อยคลิกที่เฉลยนะครับ








ฐานอายตนะพารู้

เป้าหมายคือให้ผู้เข้าร่วมฐานทุกคน ตระหนักรู้ๆ อะไรคือ "ความคิด" ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากประสบการณ์และความรู้เดิม ผู้เข้าร่วมต้องประชุมกันว่า จะต้องแลกเหรียญ จำนวน ๒๕, ๒๐, ๑๕, ๑๐ หรือ ๕ เหรียญ เพื่อแลกกับโอกาสที่จะได้ใช้ ลิ้นชิมดู (ชิวหาพารู้) คลำดู (กายาพารู้) ดูด้วยตา (ทัศนาพารู้) และฟังเสียงด้วยหู (โสตพารู้) ตามลำดับ แล้วให้คำตอบว่า สิ่งที่กำหนดให้คืออะไร

ปรากฎว่าส่วนใหญ่เลือก คลำดู ลองลงมาคือขอดูด้วยตา แต่พอบอกว่า ไม่ได้ให้เห็นทั้งหมดแต่เป็นการส่งดูผ่านรูเล็กๆ เท่านั้น เกือบทุกกลุ่มเปลี่ยนใจมาเป็นคลำดู ไม่มีกลุ่มไหนที่ใช้สองเครื่องมือ คือตอบทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจ ทำให้ "ไม่สำเร็จ"

เหตุการณ์ที่น่าสนใจคือ หลายกลุ่มที่ "ไม่สำเร็จ" ตอบอย่างมั่นใจ มั่นใจในความเข้าใจผิดของตนเอง นั่นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ "ความคิด" ที่ทำให้เข้าใจผิดเต็มๆ


ฐานกู้ระเบิด 

โจทย์คือทำอย่างไรจะช่วยกันเคลื่อนย้าย "ระเบิด" ในที่นี้คือไขไก่ ไปยังจุดที่กำหนดให้ได้ ฐานนี้ไม่ใช่ง่าย เพราะไม่ใช่ใครคนเดียวจะทำสำเร็จได้ เพราะต้องใช้ ๔-๕ คน ค่อยๆ ดึงยกเชือกคนละเส้นที่ร้อยดึงจากหนังยางเส้นเดียวกันซึ่งวาง "ระเบิดไว้ตรงกลาง" ให้หนังยางรัดไว้  ถ้าสติและสมาธิไม่ดีจริงแม้แต่คนเดียว พลาดเดี่ยวแต่ตายหมู่เพราะกู้ไม่สำเร็จ  ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สำเร็จจริงๆ  กิจกรรมนี้มีเล่นกันทั่วไป ตัวอย่างเช่นที่นี่

ฐานไหทรัพย์

ฐานนี้ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็น "ความกล้า" กับ "ความกลัว" ของตนเองชัดเจน เพราะในไหทรัพย์มีสิ่งที่น่ากลัวซ่อนอยู่ คนกล้าเท่านั้นที่สามารถล้วงลงไปจับสิ่งของที่กำหนดให้ขึ้นมาได้


(บันทึกถัดไปมาดูสิ่งที่ "ฝึกทำ" เพื่อนำไปขยายผลกันในชั้นเรียนครับ)
ดูรูปทั้งหมดที่นี่



วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_20 : ค่ายต้นกล้าแห่งความดี ๓ _ ตัวอย่างกระบวนการ "ฝึกคิด" (เล่าด้วยภาพ)

อ่านบันทึกที่ ๑ ที่นี่
อ่านบันทึกที่ ๒ ที่นี่

ตัวอย่างกระบวนการ "ฝึกคิด" ที่นำมาเล่าให้ฟังในบันทึกนี้ ออกแบบกิจกรรมโดยนักเรียนกลุ่ม "ฮักนะเชียงยืน" ในความดูแลของคุณครูเพ็ญศรี ใจกล้า และคุณครูสุกัญญา มะลิวัลย์ โรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม มีรายละเอียดดังนี้ครับ

๑) ละลายพฤติกรรม

เป็นการทำความรู้จักและสร้างความสนิทสนมคุ้นเคยระหว่างนักเรียนที่มาจากต่างโรงเรียน  มีกาสร้างรหัสร่วมกัน  เช่น  การตบมือเป็นจังหวะและการเรียกรหัสค่าย  เมื่อวิทยากรเรียกต้นกล้าPBL เด็กๆ ขานรับด้วยการตบมือเป็นจังหวะ 12-123-123-12-12-1 แล้วเปล่งเสียงพร้อมกันว่าต้อนกล้าPBL เย้! เป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่กิจกรรม  และใช้เรียกสมาธิของเด็กๆให้กลับมาสนใจจุดเดียวกัน  นอกจากนี้ยังมีคำสั่งลมเพลมพัด  เด็กๆจะขานรับว่าพัดอะไร  วิทยากรจะตอบว่าพัดให้....(ตามด้วยคำสั่ง)  เช่น  พัดให้ทุกคนจัดแถวเป็นวงกลมใหญ่ๆ 1 วง  เป็นต้น  และเมื่อมีการอธิบายเกมหรือกติกาจะมีคำถามจากวิทยากรว่า “เอ๊ะ!” หรือ “อ๋อ!”   ถ้าเข้าใจให้ขานตอบอ๋อ!  แต่ถ้ายังมีข้อสงสัยให้ขานรับว่าเอ๊ะ! แล้วพี่เลี้ยงจะอธิบายเพิ่มเติมอีกครั้ง (จับความโดยคุณหมิม CADL)



กิจกรรมแตะอะไรดีหละ วิทยากรลมเพลมพัดให้ทุกคนจัดแถวเป็นวงกลมใหญ่ๆ 1 วง  เป็นการเรียกให้เด็กๆตื่นตัวในการร่วมกิจกรรม เริ่มโดยการให้ทุกคนวิ่งเข้ามากลางวงที่วิทยากรยืนอยู่แล้วตะโกนชื่อตนเองดังๆแล้ววิ่งกลับไปเข้าที่  กิจกรรมนี้ทำให้ทุกคนกล้าแสดงออกและกระตุ้นให้ตื่นตัวแล้วจึงเริ่มกิจกรรมแตะอะไรดีล่ะ โดยวิยากรเป็นผู้สั่ง  เช่น  ให้ไปแตะคนที่ใส่นาฬิกา  ให้ไปแตะคนที่ป้ายชื่อสีชมพู  ให้ไปแตะมือกลอง  เป็นต้น  แล้วให้กลับเข้าที่ด้วยความรวดเร็ว  ใครเข้าที่ช้าจะถูกลงโทษด้วยการได้รับเส้นวาสนา (ปากกาเมจิกเขียนไปบนแขนโดยพี่เลี้ยง) เป็นกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานและสร้างเงื่อนไขให้ทุกคนกล้าเข้าหาคนที่ยังไม่รู้จักมากขึ้น... (จับกระบวนการโดย หมิม CADL)





กิจกรรมควายแตกคอก  วิทยากรสั่งลมเพลมพัดให้ทุกคนจัดกลุ่ม 3 คน  คละโรงเรียน และเพศ  ให้มีทั้งชาย-หญิงและโรงเรียนไม่ซ้ำกัน  สองคนทำหน้าที่เป็นคอกโดยการจับมือกัน  ส่วนอีก 1 คน  เป็นควายที่อยู่ในคอก  เมื่อพร้อมแล้ววิทยากรจะให้สัญญาณ “ควายแตกคอก”  ควายจะต้องรีบเปลี่ยนไปอยู่คอกอื่นทันที  ใครช้าหรือไม่ยอมย้ายคอกจะถูกทำโทษโดยการได้เส้นวาสนา  และเมื่อทุกคนเริ่มคุ้นกับเกมคำสั่งจะเปลี่ยนเป็น “คอกแตกควาย”  ให้ควายอยู่กับที่แต่คอกจะต้องยายไปหาควายใหม่  และเมื่อทุกคนเริ่มคุ้นกับคอกแตกควายคำสั่งจะเปลี่ยนเป็น “ระเบิดบูม!!”  ทั้งคอกและควายต้องระเบิดออกเพื่อไปจับกลุ่มและเปลี่ยนหน้าที่ใหม่  คือ  คนเคยเป็นควายต้องไปเป็นคอก  คอกต้องไปเป็นควายหรือจับคู่กับคอกคนใหม่  จะทำให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมกับทุกหน้าที่  สร้างความสนุกสนานและได้รู้จักเพื่อนใหม่... (จับความโดย หมิม CADL)





กิจกรรมดอกไม้ 5 กลีบ วิทยากรจะสั่งลมเพลมพัดให้ทุกคนจัดกลุ่ม 5 คน  โดยห้ามมีโรงเรียนที่ซ้ำกันอยู่ในกลุ่ม  เพื่อนำเข้าสู่กิจกรรมดอกไม้ 5 กลีบ  แล้วให้ทุกคนไปใส่ชื่อของคนที่เราอยากรู้จักทั้ง 5 กลีบ  แล้วกลับมานั่งที่ในกลุ่มเดิม  เพื่อทำกิจกรรมต่อไป  โดยแต่ละกลีบมีคำถามเพื่อให้เจ้าของดอกไม้ไปถามทั้ง 5 กลีบของตนเองคือ 

กลีบที่ 1 มาจากโรงเรียนอะไร

กลีบที่ 2 อนาคตอยากเป็นอะไร

กลีบที่ 3 ยามว่างชอบทำอะไร

กลีบที่ 4 เราหน้าตาเหมือนดาราคนไหน

กลีบที่ 5 เมื่อเช้าทานอะไร

เมื่อครบทั้ง 5 กลีบ ทุกคนลมเพลมพัดเป็นวงกลมใหญ่  สุ่มถามถึงแต่ละกลีบของแต่ละคน  เพื่อทำความรู้จักกันมากขึ้น  กิจกรรมละลายพฤติกรรมจะช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร  สร้างความรู้จักคุ้นเคย  เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและส่งเสริมให้ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถแสดงความเป็นตัวเองออกมาได้อย่างเปิดเผย... (จับกระบวนการโดย หมิม CADL)



เสียดายที่ผมไม่สามารถอยู่สังเกต "กระบวนการ" ของกลุ่ม "ฮักนะเชียงยืน" ได้ เพราะต้องแยกไปร่วมกับเวทีครู ....  แต่เรื่องละลายพฤติกรรมของเด็ก คนที่เก่งที่สุดน่าจะเป็นครู ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัญหาแน่นอน

หลังจากละลายพฤติกรรม กิจกรรมที่ควรมีคือการ "สร้างกติกา" เพื่อหาข้อตกลงของกลุ่มร่วมกัน เช่น จะไม่ใช้โทรศัพท์ระหว่างกิจกรรม จะไม่เดินออกไปโดยไม่จำเป็น ฯลฯ




๒) ระดมสมอง มองชุมชนของตนเอง 

วิทยากรกระบวนการ (กระบวนกร) ออกแบบให้ทุกกลุ่มใช้ ชุมชนสมมติ คือ ให้ใช้จิตนาการว่า เด็กๆ อาศัยอยู่ในดาวดวงหนึ่งในอวกาศ แล้วให้เด็กๆ ช่วยกันวาดแผนที่ชุมชนของคนบนดวงดาวนั้น พร้อมทั้งใช้ดินน้ำมันปั้นแสดง ....  เทคนิคนี้นักวิชาการเรียกว่า thinking design  หรือพูดอีกแบบคือ "คิดด้วยมือ" ...  ผลงานวิจัยชี้ว่าได้ผลดีมาก







๓) กำหนดปัญหา วิเคราะห์สาเหตุและผลกระทบของปัญหา 

เพื่อให้ได้ "ฝึกคิด" และเรียนรู้ในประเด็นเดียวกัน กระบวนกรจึงใช้ปัญหาสมมติเป็นปัญหาขยะ  ให้ใช้ดินน้ำมันทำขยะชนิดต่างๆ วางลงในตำแหน่งที่เด็กๆ จินตนาการว่าเป็นปัญหา เช่น ตลาด ฯลฯ ใช้ปากกาเขียนสาเหตุและผลกระทบลงในกระดาษ post-it แล้วติดลงในบริเวณปัญหานั้น













๔) ออกแบบวิธีแก้ไขหรือกิจกรรมที่จะทำ ด้วยการวาด ๕ ภาพเรื่องราวของเรา


(อันนี้ทีมงาน ทีมงานต้องปรับปรุง ที่ไม่ได้เก็บ ๕ ภาพของเด็กๆ ไว้แยกต่างหากครับ ขออภัย)

๕) สะท้อน ป้อนกลับ นำเสนอผลงาน 

จัด "ตลาดนัด" ให้นักเรียนทุกคนได้นำเสนอต่อเพื่อนและครู